ขอคืนเงินดาวน์คอนโด ขอคืนได้ทุกกรณี จริงหรือไม่ | ทนายนิธิพล

106 จำนวนผู้เข้าชม  | 

ขอคืนเงินดาวน์คอนโด ขอคืนได้ทุกกรณี จริงหรือไม่ | ทนายนิธิพล

              ขอคืนเงินดาวน์คอนโด ขอคืนได้ทุกกรณี จริงหรือไม่   

              เวลาผู้ซื้อคอนโดพิมพ์ค้นหาใน Google ว่า “ขอคืนเงินดาวน์คอนโด ขอคืนได้ทุกกรณี” สิ่งที่ต้องเข้าใจก่อนคือ คำว่า “ขอคืนได้ทุกกรณี” ถ้ามองในทางปฏิบัติหมายถึง ผู้ซื้อมีสิทธิยกข้อเรียกร้อง ขอเจรจา ร้องเรียน หรือใช้สิทธิทางศาลได้ทุกกรณี ไม่ว่าจะเป็นกรณีผู้ประกอบการผิดสัญญา โครงการล่าช้า ไม่ตรงโฆษณา โอนไม่ได้ ไม่ผ่านสินเชื่อ หรือแม้แต่กรณีผู้ซื้อเองเป็นฝ่ายผิดสัญญา. แต่ในทางกฎหมาย ไม่ได้หมายความว่าจะต้องได้คืนเต็มจำนวนทุกคดีเสมอไป เพราะศาลจะพิจารณาจากข้อเท็จจริงในสัญญา พฤติการณ์ของคู่สัญญา เจตนาว่าเงินที่จ่ายไปเป็น “มัดจำ” หรือ “เงินผ่อนชำระบางส่วน/เงินดาวน์” และดูว่าข้อกำหนดให้ริบเงินนั้นเป็น เบี้ยปรับ ที่สูงเกินสมควรหรือไม่.
              เงินจอง เงินทำสัญญา และเงินดาวน์คอนโด เหมือนกันหรือไม่
               ในทางปฏิบัติ คนทั่วไปมักเรียกรวม ๆ ว่า “เงินดาวน์คอนโด” แต่ในข้อกฎหมายต้องแยกให้ออก เพราะมีผลต่อสิทธิในการเรียกคืน
               เงินจอง มักเป็นเงินที่วางไว้เพื่อแสดงความประสงค์จะซื้อ
               เงินทำสัญญา คือเงินที่จ่ายเมื่อเข้าสัญญาจะซื้อจะขาย
               เงินดาวน์ มักเป็นเงินที่ทยอยผ่อนชำระก่อนวันโอนกรรมสิทธิ์

              แต่เวลามีข้อพิพาท ศาลไม่ได้ดูแค่ชื่อที่โครงการตั้งให้เท่านั้น ศาลจะดู เจตนาของคู่สัญญา และข้อความในสัญญาเป็นสำคัญว่าจริง ๆ แล้วเงินนั้นเป็น “มัดจำ” หรือเป็นเพียง “เงินชำระหนี้บางส่วน”. แนวคำพิพากษาศาลฎีกามีหลักชัดว่า เงินที่วางในวันทำสัญญา ไม่จำเป็นต้องถือเป็นมัดจำทั้งหมดเสมอไป ต้องดูเจตนาของคู่กรณีประกอบ.
              จุดนี้สำคัญมากสำหรับคนที่กำลังคิดว่าจะ ขอคืนเงินดาวน์คอนโดในกรณีที่เป็นฝ่ายผิดสัญญาเอง เพราะถ้าเงินส่วนหนึ่งไม่ใช่มัดจำ แต่เป็นเงินที่ชำระไปแล้วบางส่วน ผลทางกฎหมายเมื่อเลิกสัญญาอาจแตกต่างจากกรณีริบมัดจำโดยตรง. และถ้าสัญญาเขียนให้ริบ “เงินที่ชำระไว้แล้วทั้งหมด” ข้อกำหนดเช่นนี้อาจถูกตีความเป็นเบี้ยปรับ ซึ่งศาลลดได้ถ้าสูงเกินสมควร. เท่ากับว่าได้เงินดาวน์คืน แต่ไม่ได้รับคืนเต็มจำนวน

            ขอคืนเงินดาวน์คอนโด ขอคืนได้ทุกกรณี หรือไม่
             คำตอบที่ถูกต้องทางกฎหมายคือ ขอคืนได้ทุกกรณีในแง่ของการใช้สิทธิเรียกร้อง แต่ผลว่าจะได้คืนเท่าไร ขึ้นอยู่กับสาเหตุที่เลิกสัญญาและถ้อยคำในสัญญา กล่าวอีกแบบคือ ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้ซื้อที่ถูกโครงการผิดสัญญา หรือคุณเป็นผู้ซื้อที่มีปัญหาผ่อนต่อไม่ไหว เปลี่ยนใจ ไม่ผ่านสินเชื่อ หรือผิดนัดชำระ คุณก็ยังมีสิทธิ “ขอคืน” ได้เสมอ ทั้งผ่านการเจรจา การร้องเรียนต่อ สคบ. หรือการฟ้องคดี. แต่จำนวนเงินที่จะได้คืนจริงอาจแบ่งได้เป็น 3 แบบ คือ ได้คืนเต็มจำนวน หรือได้คืนบางส่วน

             กรณีที่มักขอคืนเงินดาวน์คอนโดได้เต็มจำนวน รวมถึงเงินจอง เงินทำสัญญา และเรียกค่าเสียหายได้เพิ่มเติม
             1) ผู้ประกอบการผิดสัญญา
              ถ้าโครงการไม่ก่อสร้างให้แล้วเสร็จตามกำหนด ไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ได้ ไม่ดำเนินการตามสาระสำคัญของสัญญา หรือห้องชุดไม่เป็นไปตามที่ตกลง/โฆษณา ผู้ซื้อย่อมมีสิทธิบอกเลิกสัญญาและเรียกเงินที่ชำระไปคืน โดยหลักการเมื่อมีการเลิกสัญญา คู่สัญญาต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิม และเงินที่ต้องคืนต้องบวกดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ได้รับเงินนั้น.

            2) โครงการไม่ตรงโฆษณาหรือมีข้อบกพร่องสำคัญ
ในทางคุ้มครองผู้บริโภค ข้อมูลโฆษณาที่เป็นสาระสำคัญอาจถูกนำมาพิจารณาเป็นส่วนหนึ่งของความคาดหมายตามสัญญาได้ หากของจริงไม่ตรงอย่างมีนัยสำคัญ ผู้ซื้อมีสิทธิเรียกร้องให้แก้ไข ลดราคา หรือเลิกสัญญาเรียกเงินคืนแล้วแต่ข้อเท็จจริง. สคบ. มีตัวอย่างคดีที่ดำเนินคดีกับผู้ประกอบการในกรณีห้องชุดไม่เป็นไปตามโฆษณาและกรณีไม่โอนกรรมสิทธิ์ให้ผู้ซื้อ.

             3) โครงการโอนไม่ได้ หรือไม่พร้อมโอนตามสัญญา
หากถึงกำหนดโอนแล้วผู้ประกอบการยังไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ได้ ผู้ซื้อมีสิทธิใช้สิทธิทางสัญญาและกฎหมายเพื่อขอคืนเงินทั้งหมดที่ชำระไป พร้อมดอกเบี้ย และอาจเรียกค่าเสียหายอื่นได้ตามข้อเท็จจริง. สคบ. มีมติในบางกรณีให้ฟ้องบังคับโอน และหากโอนไม่ได้ให้คืนค่าห้องชุดพร้อมดอกเบี้ย


            กรณีที่ “ขอเงินดาวน์คืนได้” แต่อาจได้คืนไม่เต็มจำนวน
            1) ผู้ซื้อเป็นฝ่ายผิดสัญญา
นี่คือประเด็นสำคัญที่สุดของบทความนี้ เพราะหลายคนเข้าใจผิดว่า ถ้าผู้ซื้อผิดสัญญาแล้วจะ “ไม่ได้คืนเลย” ทุกกรณี ซึ่งไม่ถูกต้องเสมอไป
           แนวคำพิพากษาศาลฎีกาหลายฎีกา วางหลักว่า หากสัญญาระบุว่าผู้ซื้อผิดสัญญาแล้วให้ริบเงินที่ชำระไว้ทั้งหมด ข้อตกลงให้ริบดังกล่าว มีลักษณะเป็นเบี้ยปรับ และถ้าเบี้ยปรับนั้นสูงเกินส่วน ศาลก็มีอำนาจ ลดลงให้เหลือจำนวนที่พอสมควรได้. กล่าวอีกนัยหนึ่ง แม้ผู้ซื้อจะผิดสัญญา ก็ยังอาจมีสิทธิเรียกเงินบางส่วนคืนได้ หากจำนวนที่ผู้ประกอบการริบไว้นั้นมากเกินควร จุดนี้สอดคล้องกับมาตรา 383 ที่บัญญัติว่า ถ้าเบี้ยปรับที่ริบสูงเกินส่วน ศาลจะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรก็ได้ โดยพิจารณาทางได้เสียของเจ้าหนี้ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมาย ไม่ใช่ดูแค่ตัวเงินอย่างเดียว
            ดังนั้น คำว่า “ขอคืนเงินดาวน์คอนโด ขอคืนได้ทุกกรณี” ในกรณีผู้ซื้อผิดสัญญา จึงควรอธิบายอย่างตรงไปตรงมาว่า
ผู้ซื้อยัง ขอคืนได้ แต่ศาลอาจไม่คืนเต็มทั้งหมด และอาจให้ผู้ประกอบการหักไว้เป็นค่าเสียหายหรือเบี้ยปรับ เฉพาะส่วนที่สมควร

              2) ขอไม่ผ่านสินเชื่อ
              กรณีนี้ต้องดูสัญญาอย่างละเอียดว่า มีเงื่อนไขชัดหรือไม่ว่า “หากไม่ผ่านสินเชื่อ ให้คืนเงินทั้งหมด” หรือกำหนดเอกสาร ขั้นตอน และระยะเวลาไว้อย่างไร หากสัญญาคุ้มครองผู้ซื้อไว้ชัด ผู้ซื้อย่อมมีโอกาสได้คืนมากขึ้น แต่ถ้าสัญญาเขียนให้ผู้ซื้อมีหน้าที่จัดหาแหล่งเงินเอง และการไม่ผ่านสินเชื่อเกิดจากเหตุส่วนตัวของผู้ซื้อ ศาลอาจพิจารณาต่างกันไปตามข้อเท็จจริง 

              3) ผู้ซื้อเปลี่ยนใจ ไม่อยากซื้อแล้ว
               กรณีเปลี่ยนใจเฉย ๆ โดยไม่มีความผิดของผู้ประกอบการ มักเป็นคดีที่ยากที่สุดในการขอคืนเต็มจำนวน เป็นรูปแบบเดียวกันกับผู้ซื้อผิดสัญญา เพราะผู้ขายจะอ้างการผิดสัญญาของผู้ซื้อ แต่ก็ยังไม่ใช่ว่าหมดสิทธิฟ้องคืนทั้งหมดโดยอัตโนมัติ ต้องดูว่าเงินที่ยึดไว้เป็นมัดจำจริงแค่ไหน เป็นเงินค่างวดที่ชำระไปบางส่วนหรือไม่ และจำนวนที่ริบไปสูงเกินสมควรหรือเปล่า หากสูงเกินสมควร ก็มีช่องให้ศาลลดได้ตามมาตรา 383

 

             ขั้นตอนขอคืนเงินดาวน์คอนโดที่ควรทำก่อนฟ้อง
             1) รวบรวมเอกสารทั้งหมด เก็บสัญญาจะซื้อจะขาย ใบจอง ใบเสร็จรับเงิน หนังสือทวงถาม แชต อีเมล โบรชัวร์ และโฆษณาโครงการ เพราะเอกสารเหล่านี้มีผลมากในการพิสูจน์ว่าโครงการรับปากอะไรไว้และผู้ซื้อชำระเงินอะไรไปบ้าง

            2) ตรวจสถานะเงินที่จ่าย ต้องแยกว่าเงินส่วนใดเป็นเงินจอง ส่วนใดเป็นมัดจำ ส่วนใดเป็นเงินดาวน์หรือชำระหนี้บางส่วน เพื่อประเมินโอกาสเรียกคืน

            3) ส่งหนังสือบอกเลิกสัญญาหรือทวงถามให้ถูกต้อง หากอีกฝ่ายผิดสัญญา ควรมีหนังสือแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรและกำหนดระยะเวลาให้ชัด ในหลายกรณีเรื่อง “การบอกกล่าว” สำคัญต่อผลของการเลิกสัญญาตามกฎหมายแพ่ง.

            4) ร้องเรียนต่อ สคบ. หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กรณีเป็นข้อพิพาทผู้บริโภค สามารถร้องเรียนเพื่อให้ช่วยไกล่เกลี่ยหรือดำเนินการตามกฎหมายได้ โดยข้อมูลข่าวของ สคบ. แสดงให้เห็นว่ามีการดำเนินคดีแทนผู้บริโภคในข้อพิพาทคอนโดหลายกรณีจริง.

            5) หากเจรจาไม่สำเร็จ จึงจ้างทนายเพื่อฟ้องคดี เมื่อการเจรจาไม่เป็นผล ผู้ซื้อยังมีสิทธิฟ้องคดีเพื่อเรียกเงินคืน ดอกเบี้ย และค่าเสียหายตามข้อเท็จจริงของคดีนั้น


           มีปัญหาขอคืนเงินดาวน์คอนโด ถูกริบเงินจอง เงินทำสัญญา หรือเงินดาวน์? ควรให้ ทนายความ ตรวจสัญญาและประเมินข้อกฎหมายก่อน เพราะแต่ละคดีต่างกันที่รายละเอียดเอกสารและข้อเท็จจริง ทนายนิธิพล รับให้คำปรึกษาคดีซื้อขายคอนโด คดีผู้บริโภค คดีผิดสัญญา และคดีเรียกเงินคืนจากโครงการอสังหาริมทรัพย์ เหมาะสำหรับผู้ที่กำลังมองหา ทนาย ทนายความ ที่ปรึกษากฎหมาย สำนักงานกฎหมาย สำนักงานทนายความ เพื่อวางแนวทางเจรจา ส่งหนังสือทวงถาม หรือฟ้องคดีเรียกเงินคืน

            สรุป ขอคืนเงินดาวน์คอนโด ขอคืนได้ทุกกรณี แต่ไม่ได้แปลว่าได้คืนเต็มทุกคดี ขอคืนได้ทุกกรณี หมายถึง ผู้ซื้อมีสิทธิใช้สิทธิเรียกร้องได้ทุกกรณี แต่ ผลของคดีไม่เท่ากันทุกกรณี เพราะบางคดีผู้ประกอบการผิดสัญญา ผู้ซื้อมีสิทธิได้คืนเต็มพร้อมดอกเบี้ย บางคดีผู้ซื้อเป็นฝ่ายผิดสัญญา ผู้ประกอบการอาจหักเงินไว้ได้บางส่วน และถ้าข้อกำหนดให้ริบเงินทั้งหมดมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับสูงเกินส่วน ศาลอาจลดให้เหลือเท่าที่สมควรได้ ดังนั้น ถ้าคุณกำลังเผชิญปัญหา ถูกริบเงินจอง ถูกริบเงินทำสัญญา ถูกริบเงินดาวน์ คอนโดไม่เสร็จ -vไม่ผ่านสินเชื่อ หรือกำลังถูกบอกว่า “หมดสิทธิได้เงินคืน”
           อย่าเพิ่งสรุปเองว่าจบแล้ว เพราะหลายกรณียังมีช่องทางตามกฎหมายให้ ขอคืนเงินดาวน์คอนโด ได้ ไม่เต็มก็อาจได้บางส่วน และบางคดีได้คืนพร้อมดอกเบี้ยด้วย


                  ปรึกษาสำนักงานทนายนิธิพล ปรึกษาฟรีในเบื้องต้นไม่มีค่าใช้จ่าย

                 โทร: 095-453-4145 (ปรึกษาฟรี 5 นาที ในเบื้องต้น)

                 ทนายนิธิพล เคลียร์ทุกปัญหา คลิ๊ก  

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้