สัญญากู้ยืมเงินต้องเขียนอย่างไร ถึงฟ้องได้จริง

81 จำนวนผู้เข้าชม  | 

สัญญากู้ยืมเงินต้องเขียนอย่างไร ถึงฟ้องได้จริง

             สัญญากู้ยืมเงินต้องเขียนอย่างไร ถึงฟ้องได้จริง

             หลายคนปล่อยกู้ให้เพื่อน ให้ญาติ หรือให้คู่ค้าทางธุรกิจด้วยความไว้ใจ แต่เมื่อถึงเวลาทวงเงินกลับไม่สามารถเรียกคืนได้ง่ายอย่างที่คิด สาเหตุสำคัญไม่ได้อยู่แค่ว่า “ลูกหนี้ไม่จ่าย” แต่อยู่ที่ เอกสารกู้ยืมเงินเขียนไม่ครบ เขียนไม่ชัด หรือไม่มีหลักฐานเพียงพอให้ศาลรับฟัง ต่างหาก

             คำถามที่เจ้าหนี้จำนวนมากค้นหาใน Google คือ สัญญากู้ยืมเงินต้องเขียนอย่างไร ถึงฟ้องได้จริง เพราะในทางปฏิบัติ ต่อให้มีการให้ยืมเงินจริง แต่ถ้าหลักฐานไม่ครบถ้วน การฟ้องคดีอาจสะดุดตั้งแต่ต้น หรือแม้ชนะคดีก็อาจเรียกดอกเบี้ยได้ไม่ครบตามที่คิดไว้ บทความนี้ ทนายนิธิพล จะอธิบายแบบละเอียดตั้งแต่หลักกฎหมายสำคัญ สิ่งที่ต้องมีในสัญญา ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย วิธีเขียนให้รัดกุม หลักฐานที่ต้องเตรียมก่อนฟ้อง และตัวอย่างข้อความที่ควรมีในสัญญา เพื่อให้เจ้าหนี้สามารถใช้สิทธิได้จริง และลดความเสี่ยงที่เอกสารจะใช้บังคับไม่ได้ในชั้นศาล

            ทำไมสัญญากู้ยืมเงินจึงสำคัญมากกว่าที่หลายคนคิด
             ในคดีกู้ยืมเงิน ศาลไม่ได้ดูเพียงว่า “ใครพูดจริง” แต่ดูว่า มีหลักฐานอะไรพิสูจน์ได้บ้าง โดยเฉพาะเมื่อจำนวนเงินสูงขึ้น การอ้างกันลอย ๆ ว่าเคยให้ยืมเงิน มักไม่เพียงพอ หลักพื้นฐานที่ต้องเข้าใจคือ การกู้ยืมเงิน กว่าสองพันบาทขึ้นไป ถ้าไม่มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่ง และมีลายมือชื่อผู้ยืม เป็นสำคัญ เจ้าหนี้จะฟ้องร้องบังคับคดีไม่ได้ ตามหลักกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 653 ที่ถูกอธิบายไว้ในแหล่งกฎหมายและบทความทางกฎหมายหลายแห่ง

            แปลเป็นภาษาง่าย ๆ คือ คุณอาจให้ยืมเงินจริง คุณอาจมีสลิปเงินจริง คุณอาจมีคนรู้เห็นจริง แต่ถ้าไม่มี “หลักฐานเป็นหนังสือ” ที่โยงถึงการกู้ และมีลายมือชื่อผู้ยืมอย่างเพียงพอ โอกาสฟ้องให้ได้เงินคืนก็เป็นไปไม่ได้ในทันที เมื่อไม่มีสัญญากู้ ดังนั้น การทำสัญญากู้ยืมเงินจึงไม่ใช่พิธีการ แต่เป็นหัวใจของการคุ้มครองสิทธิของเจ้าหนี้

           สัญญากู้ยืมเงินต้องเขียนอย่างไร ถึงฟ้องได้จริง
           คำตอบสั้นที่สุดคือ ต้องเขียนให้มีองค์ประกอบสำคัญครบ ชัด และพิสูจน์ได้ โดยเฉพาะ 3 เรื่องนี้

           หนึ่ง ต้องระบุว่าเป็นการกู้ยืมเงินจริง
           สอง ต้องระบุจำนวนเงินและเงื่อนไขการชำระหนี้ให้ชัด
           สาม ต้องมีลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสำคัญ

          แต่ในทางปฏิบัติ ถ้าต้องการให้ “ฟ้องได้จริง” ไม่ควรมีแค่นั้น ควรมีรายละเอียดมากกว่านั้น ดังนี้

            ระบุข้อมูลคู่สัญญาให้ครบ ควรระบุอย่างน้อย ชื่อ-นามสกุล เลขบัตรประชาชน ที่อยู่ตามบัตรประชาชนหรือที่อยู่ปัจจุบัน เบอร์โทรศัพท์ อีเมลหรือช่องทางติดต่ออื่นๆ ในกรณีนิติบุคคล ให้ระบุชื่อบริษัท เลขทะเบียนนิติบุคคล ที่ตั้ง และผู้มีอำนาจลงนาม (ควรไปดูว่าผู้ลงนามเป็นไปตามหนังสือรับรองบริษัทหรือไม่ด้วย) เหตุผลที่ต้องละเอียด เพราะเมื่อต้องฟ้องคดีจริง ข้อมูลเหล่านี้จำเป็นต่อการส่งหมายศาล การสืบตัวจำเลย และการบังคับคดีในภายหลัง

            ระบุจำนวนเงินกู้ให้แน่นอน ควรเขียนทั้ง ตัวเลขและตัวอักษร เช่น “ผู้ให้กู้ตกลงให้ผู้กู้ยืมเงินจำนวน 500,000 บาท (ห้าแสนบาทถ้วน)” เพื่อป้องกันข้อโต้แย้งเรื่องแก้ไขตัวเลขหรืออ่านคลาดเคลื่อน

            ระบุวันทำสัญญาและวันส่งมอบเงิน อย่าเขียนแค่ทำสัญญา แต่ไม่ระบุว่าโอนเงินจริงวันไหน เพราะในชั้นศาลมักมีประเด็นว่า “ทำสัญญาไว้เฉย ๆ แต่ยังไม่ได้รับเงินจริง” จึงควรระบุให้ชัดว่า วันทำสัญญา วันโอนเงินหรือส่งมอบเงิน วิธีการโอนเงิน เช่น โอนผ่านบัญชีธนาคารเลขที่ใด
 

            ระบุวิธีการชำระคืน เช่น ชำระครั้งเดียวภายในวันที่…  ผ่อนชำระเดือนละ…  ชำระทุกวันที่… ของเดือน โอนเข้าบัญชีธนาคารใด ถ้าไม่ระบุเลย เวลาฟ้องอาจเกิดข้อโต้แย้งว่าหนี้ถึงกำหนดแล้วหรือยัง

            ระบุดอกเบี้ยอย่างถูกกฎหมาย ตามหลักที่ค้นได้จากแหล่งกฎหมายและคำอธิบายกฎหมาย มาตรา 654 ห้ามคิดดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด และกฎหมายเรื่องอัตราดอกเบี้ยมีการปรับปรุงเมื่อปี 2564 สำหรับอัตราตามกฎหมายทั่วไปที่ไม่ได้ตกลงไว้ให้ใช้อัตราตามมาตรา 7 ส่วนกรณีตกลงดอกเบี้ยกันเองต้องระวังเพดานที่กฎหมายยอมรับ ในเชิงปฏิบัติ เจ้าหนี้ไม่ควรเขียนดอกเบี้ยแบบเกินจริง เช่น ร้อยละ 10 ต่อเดือน หรือร้อยละ 20 ต่อเดือน เพราะอาจเกิดปัญหาทั้งทางแพ่งและทางอาญาเกี่ยวกับการเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราได้ ตามกฎหมายสามารถระบุดอกเบี้ยในสัญญาเต็มที่ได้ไม่เกินร้อยละ 15 ต่อปี เท่านั้น

             ระบุกรณีผิดนัดให้ชัด เช่น หากผู้กู้ผิดนัดงวดใดงวดหนึ่ง ให้ถือว่าหนี้ทั้งหมดถึงกำหนดชำระทันที ผู้ให้กู้มีสิทธิบอกเลิกสัญญาและเรียกชำระหนี้ทั้งหมด ให้รับผิดค่าใช้จ่ายในการทวงถามและดำเนินคดีตามสมควรตามกฎหมาย

              ให้ผู้ยืมลงลายมือชื่อทุกหน้า ข้อนี้สำคัญมาก เพราะลดข้อโต้แย้งว่าเอกสารถูกสอดแทรกหน้า หรือแก้ไขข้อความภายหลัง มีพยานลงลายมือชื่อ แม้บางกรณีตัวพยานไม่ใช่เงื่อนไขเด็ดขาดเท่าลายมือชื่อผู้ยืม แต่มีไว้ย่อมช่วยเสริมความน่า เชื่อถือของเอกสาร โดยเฉพาะเมื่อมีข้อพิพาทภายหลัง

              เอกสารแบบไหนที่ศาลอาจรับฟังว่าเป็นหลักฐานกู้ยืมได้
               หลายคนเข้าใจผิดว่าต้องมี “สัญญาเงินกู้แบบทางการ” เท่านั้นจึงจะฟ้องได้จริง แต่ในทางกฎหมาย “หลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือ” อาจไม่จำเป็นต้องอยู่ในรูปแบบสัญญาสวยงามเสมอไป ขอเพียงเป็นเอกสารหรือข้อความที่สื่อถึงการกู้ยืมได้ และมีการลงลายมือชื่อผู้ยืม หรือในบริบทอิเล็กทรอนิกส์มีข้อมูลที่เชื่อมโยงผู้ยืมอย่างน่าเชื่อถือ ก็อาจมีน้ำหนักได้ ขึ้นกับข้อเท็จจริงรายคดี

              ตัวอย่างที่อาจใช้ประกอบกันได้ เช่น หนังสือสัญญากู้ยืมเงิน หนังสือรับสภาพหนี้ ใบรับเงินที่ระบุว่าได้รับเงินกู้ ข้อความแชตที่ยอมรับว่าเป็นหนี้ ข้อความไลน์หรือเฟซบุ๊กที่ตกลงเรื่องกู้ยืมประกอบกับสลิปโอนเงินประกอบข้อความรับหนี้ อย่างไรก็ตาม เอกสารพวกนี้มีน้ำหนักไม่เท่ากัน และรายละเอียดในแต่ละคดีต่างกันมาก หากต้องการฟ้องให้มั่นคง ควรทำสัญญากู้ยืมเงินเป็นลายลักษณ์อักษรโดยตรง จะปลอดภัยที่สุด

             ตัวอย่างสัญญากู้ยืมเงินแบบใช้งานจริง
             ตัวอย่างเพื่อการศึกษา ควรปรับตามข้อเท็จจริงแต่ละกรณี

             สัญญากู้ยืมเงิน

             สัญญาฉบับนี้ทำขึ้น ณ วันที่ 15 มีนาคม 2569
             ระหว่าง
             นาย กิตติศักดิ์ ใจดี เลขบัตรประชาชน 1-2345-67890-12-3 อยู่บ้านเลขที่… แขวง/ตำบล… เขต/อำเภอ… จังหวัด… ซึ่งต่อไปในสัญญานี้เรียกว่า “ผู้ให้กู้”
             กับ
             นางสาวสุดารัตน์ มั่นคง เลขบัตรประชาชน 1-9876-54321-11-2 อยู่บ้านเลขที่… แขวง/ตำบล… เขต/อำเภอ… จังหวัด… ซึ่งต่อไปในสัญญานี้เรียกว่า “ผู้กู้”

             ข้อ 1 ผู้ให้กู้ตกลงให้ผู้กู้ยืมเงินจำนวน 300,000 บาท (สามแสนบาทถ้วน) และผู้กู้ได้รับเงินดังกล่าวครบถ้วนแล้ว โดยผู้ให้กู้โอนเงินเข้าบัญชีธนาคาร… เลขที่บัญชี… ของผู้กู้ ในวันที่ 15 มีนาคม 2569

             ข้อ 2 ผู้กู้ตกลงชำระคืนเงินกู้ดังกล่าวให้แก่ผู้ให้กู้ภายในวันที่ 15 กันยายน 2569
หรือผ่อนชำระเดือนละ 50,000 บาท ทุกวันที่ 15 ของแต่ละเดือน จนครบจำนวน

             ข้อ 3 ผู้กู้ตกลงชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ … ต่อปี โดยไม่เกินอัตราที่กฎหมายกำหนด

             ข้อ 4 หากผู้กู้ผิดนัดไม่ชำระหนี้งวดใดงวดหนึ่ง ให้ถือว่าหนี้ทั้งหมดถึงกำหนดชำระทันที และผู้ให้กู้มีสิทธิดำเนินคดีตามกฎหมายเพื่อเรียกเงินต้น ดอกเบี้ย และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง

             ข้อ 5 ที่อยู่ตามสัญญานี้ให้ถือเป็นภูมิลำเนาสำหรับการติดต่อ ทวงถาม หรือส่งหนังสือบอกกล่าวทุกชนิด หากผู้กู้เปลี่ยนแปลงที่อยู่โดยไม่แจ้งเป็นหนังสือ ให้ถือว่าการส่งหนังสือไปยังที่อยู่เดิมเป็นการส่งโดยชอบแล้ว

             ลงชื่อ…………………………………ผู้ให้กู้
             ลงชื่อ…………………………………ผู้กู้
             ลงชื่อ…………………………………พยาน
             ลงชื่อ…………………………………พยาน


            ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย จนทำให้สัญญากู้ยืมเงินมีปัญหาเวลาฟ้อง
             

               ไม่มีลายมือชื่อผู้ยืม
             นี่คือปัญหาใหญ่ที่สุด เพราะหลักฐานอาจไม่พอที่จะใช้ฟ้องบังคับคดี

             เขียนยอดหนี้ไม่ชัด
            เช่น เขียนแต่ตัวเลข ไม่มีตัวอักษร หรือมีหลายยอดในเอกสารเดียวจนตีความยาก

              ไม่ระบุวันครบกำหนดชำระ
            ทำให้เกิดข้อโต้แย้งว่าเจ้าหนี้ยังไม่มีสิทธิฟ้อง เพราะหนี้ยังไม่ถึงกำหนด

            คิดดอกเบี้ยเกินกฎหมาย
           เสี่ยงทั้งต่อการถูกตัดสิทธิดอกเบี้ย และอาจมีปัญหาทางอาญาจากการเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราได้

            มีแต่สัญญา แต่ไม่มีหลักฐานส่งมอบเงิน
            ลูกหนี้อาจต่อสู้ว่าเซ็นไว้เฉย ๆ แต่ยังไม่เคยได้รับเงินจริง

            ใช้ถ้อยคำกำกวม
           เช่น “จะคืนเมื่อพร้อม” หรือ “คืนทีหลัง” ข้อความแบบนี้ทำให้บังคับคดียาก

            ไม่เก็บหลักฐานแชตและการทวงถาม
            คดีแพ่งจำนวนมากชนะหรือแพ้เพราะหลักฐานรอบข้าง ไม่ใช่แค่ตัวสัญญาอย่างเดียว

           นี่คือเหตุผลที่หลายคนเลือกปรึกษา ทนายความ หรือ ที่ปรึกษากฎหมาย ที่มีประสบการณ์คดีเงินกู้โดยตรง เพราะการร่างคำฟ้องผิดจุดเดียว อาจทำให้เสียทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายโดยไม่จำเป็น

           บทบาทของทนายความในคดีกู้ยืมเงิน หลายคนมักมาพบ ทนายความ เมื่อปัญหาเกิดแล้ว แต่ในความเป็นจริง การให้ ที่ปรึกษากฎหมาย ตรวจสัญญาก่อนปล่อยกู้ มักประหยัดกว่าการฟ้องคดีภายหลังมาก บทบาทของทนายในคดีกู้ยืมเงิน ได้แก่ ร่างสัญญาให้รัดกุม ตรวจความเสี่ยงเรื่องดอกเบี้ย วางหลักฐานการส่งมอบเงิน จัดทำหนังสือรับสภาพหนี้ ออกหนังสือทวงถามอย่างถูกต้อง คำนวณยอดฟ้อง ยื่นฟ้องและดำเนินกระบวนพิจารณา บังคับคดีหลังชนะคดี ถ้าคุณกำลังมองหา สำนักงานทนายความ หรือ สำนักงานกฎหมาย ที่รับดูแลคดีลักษณะนี้ ควรเลือกผู้ที่เข้าใจทั้งตัวบทกฎหมายและวิธีสู้คดีในทางปฏิบัติ ไม่ใช่เพียงมีแบบฟอร์มสัญญาให้เซ็น

           สรุป: สัญญากู้ยืมเงินต้องเขียนอย่างไร ถึงฟ้องได้จริง ถ้าจะสรุปให้ชัดที่สุด สัญญากู้ยืมเงินที่ฟ้องได้จริง ควรมีอย่างน้อย 8 เรื่องนี้ ข้อมูลคู่สัญญาครบ จำนวนเงินกู้ชัดเจน ระบุวันส่งมอบเงินและวิธีโอนเงิน กำหนดวันชำระหนี้หรือวิธีผ่อนชำระแน่นอน ดอกเบี้ยอยู่ในกรอบกฎหมาย มีเงื่อนไขผิดนัดชัดเจน ผู้ยืมลงลายมือชื่อเป็นสำคัญ มีหลักฐานประกอบ เช่น สลิปโอนเงิน แชตทวงถาม หนังสือรับสภาพหนี้
            ถ้าขาดเรื่องใดเรื่องหนึ่ง โอกาสมีปัญหาในชั้นฟ้องย่อมสูงขึ้น โดยเฉพาะกรณีที่ยอดเงินมากและลูกหนี้มีแนวโน้มต่อสู้คดีเต็มรูปแบบ ดังนั้น ก่อนปล่อยกู้ หรือก่อนตัดสินใจฟ้อง ควรให้ ทนาย หรือ ที่ปรึกษากฎหมาย ตรวจเอกสารอย่างละเอียด เพื่อให้แน่ใจว่าสัญญาของคุณไม่ได้เป็นแค่กระดาษหนึ่งแผ่น แต่เป็นเอกสารที่สามารถใช้สิทธิในศาลได้จริง

           หากคุณกำลังมีปัญหาเรื่องลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ ต้องการร่าง สัญญากู้ยืมเงิน ให้รัดกุม หรือเตรียมเอกสารเพื่อฟ้องคดีเงินกู้ ทนายนิธิพล พร้อมให้คำปรึกษาในฐานะ ทนายความ และ ที่ปรึกษากฎหมาย สำหรับคดีแพ่ง คดีหนี้ และเอกสารสัญญาต่าง ๆ โดยเน้นการตรวจเอกสารให้พร้อมใช้จริงในทางคดี ไม่ใช่เพียงเขียนให้ครบตามแบบเท่านั้น

 

             ปรึกษาสำนักงานทนายนิธิพล ปรึกษาฟรีในเบื้องต้นไม่มีค่าใช้จ่าย

               โทร: 095-453-4145 (ปรึกษาฟรี 5 นาที ในเบื้องต้น)

              ทนายนิธิพล เคลียร์ทุกปัญหา คลิ๊ก  

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้