104 จำนวนผู้เข้าชม |
ขอคืนเงินดาวน์คอนโด ขอคืนได้ทุกกรณี จริงหรือไม่
เวลาผู้ซื้อคอนโดพิมพ์ค้นหาใน Google ว่า “ขอคืนเงินดาวน์คอนโด ขอคืนได้ทุกกรณี” สิ่งที่ต้องเข้าใจก่อนคือ คำว่า “ขอคืนได้ทุกกรณี” ถ้ามองในทางปฏิบัติหมายถึง ผู้ซื้อมีสิทธิยกข้อเรียกร้อง ขอเจรจา ร้องเรียน หรือใช้สิทธิทางศาลได้ทุกกรณี ไม่ว่าจะเป็นกรณีผู้ประกอบการผิดสัญญา โครงการล่าช้า ไม่ตรงโฆษณา โอนไม่ได้ ไม่ผ่านสินเชื่อ หรือแม้แต่กรณีผู้ซื้อเองเป็นฝ่ายผิดสัญญา. แต่ในทางกฎหมาย ไม่ได้หมายความว่าจะต้องได้คืนเต็มจำนวนทุกคดีเสมอไป เพราะศาลจะพิจารณาจากข้อเท็จจริงในสัญญา พฤติการณ์ของคู่สัญญา เจตนาว่าเงินที่จ่ายไปเป็น “มัดจำ” หรือ “เงินผ่อนชำระบางส่วน/เงินดาวน์” และดูว่าข้อกำหนดให้ริบเงินนั้นเป็น เบี้ยปรับ ที่สูงเกินสมควรหรือไม่.
เงินจอง เงินทำสัญญา และเงินดาวน์คอนโด เหมือนกันหรือไม่
ในทางปฏิบัติ คนทั่วไปมักเรียกรวม ๆ ว่า “เงินดาวน์คอนโด” แต่ในข้อกฎหมายต้องแยกให้ออก เพราะมีผลต่อสิทธิในการเรียกคืน
เงินจอง มักเป็นเงินที่วางไว้เพื่อแสดงความประสงค์จะซื้อ
เงินทำสัญญา คือเงินที่จ่ายเมื่อเข้าสัญญาจะซื้อจะขาย
เงินดาวน์ มักเป็นเงินที่ทยอยผ่อนชำระก่อนวันโอนกรรมสิทธิ์
แต่เวลามีข้อพิพาท ศาลไม่ได้ดูแค่ชื่อที่โครงการตั้งให้เท่านั้น ศาลจะดู เจตนาของคู่สัญญา และข้อความในสัญญาเป็นสำคัญว่าจริง ๆ แล้วเงินนั้นเป็น “มัดจำ” หรือเป็นเพียง “เงินชำระหนี้บางส่วน”. แนวคำพิพากษาศาลฎีกามีหลักชัดว่า เงินที่วางในวันทำสัญญา ไม่จำเป็นต้องถือเป็นมัดจำทั้งหมดเสมอไป ต้องดูเจตนาของคู่กรณีประกอบ.
จุดนี้สำคัญมากสำหรับคนที่กำลังคิดว่าจะ ขอคืนเงินดาวน์คอนโดในกรณีที่เป็นฝ่ายผิดสัญญาเอง เพราะถ้าเงินส่วนหนึ่งไม่ใช่มัดจำ แต่เป็นเงินที่ชำระไปแล้วบางส่วน ผลทางกฎหมายเมื่อเลิกสัญญาอาจแตกต่างจากกรณีริบมัดจำโดยตรง. และถ้าสัญญาเขียนให้ริบ “เงินที่ชำระไว้แล้วทั้งหมด” ข้อกำหนดเช่นนี้อาจถูกตีความเป็นเบี้ยปรับ ซึ่งศาลลดได้ถ้าสูงเกินสมควร. เท่ากับว่าได้เงินดาวน์คืน แต่ไม่ได้รับคืนเต็มจำนวน
ขอคืนเงินดาวน์คอนโด ขอคืนได้ทุกกรณี หรือไม่
คำตอบที่ถูกต้องทางกฎหมายคือ ขอคืนได้ทุกกรณีในแง่ของการใช้สิทธิเรียกร้อง แต่ผลว่าจะได้คืนเท่าไร ขึ้นอยู่กับสาเหตุที่เลิกสัญญาและถ้อยคำในสัญญา กล่าวอีกแบบคือ ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้ซื้อที่ถูกโครงการผิดสัญญา หรือคุณเป็นผู้ซื้อที่มีปัญหาผ่อนต่อไม่ไหว เปลี่ยนใจ ไม่ผ่านสินเชื่อ หรือผิดนัดชำระ คุณก็ยังมีสิทธิ “ขอคืน” ได้เสมอ ทั้งผ่านการเจรจา การร้องเรียนต่อ สคบ. หรือการฟ้องคดี. แต่จำนวนเงินที่จะได้คืนจริงอาจแบ่งได้เป็น 3 แบบ คือ ได้คืนเต็มจำนวน หรือได้คืนบางส่วน
กรณีที่มักขอคืนเงินดาวน์คอนโดได้เต็มจำนวน รวมถึงเงินจอง เงินทำสัญญา และเรียกค่าเสียหายได้เพิ่มเติม
1) ผู้ประกอบการผิดสัญญา
ถ้าโครงการไม่ก่อสร้างให้แล้วเสร็จตามกำหนด ไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ได้ ไม่ดำเนินการตามสาระสำคัญของสัญญา หรือห้องชุดไม่เป็นไปตามที่ตกลง/โฆษณา ผู้ซื้อย่อมมีสิทธิบอกเลิกสัญญาและเรียกเงินที่ชำระไปคืน โดยหลักการเมื่อมีการเลิกสัญญา คู่สัญญาต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิม และเงินที่ต้องคืนต้องบวกดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ได้รับเงินนั้น.
2) โครงการไม่ตรงโฆษณาหรือมีข้อบกพร่องสำคัญ
ในทางคุ้มครองผู้บริโภค ข้อมูลโฆษณาที่เป็นสาระสำคัญอาจถูกนำมาพิจารณาเป็นส่วนหนึ่งของความคาดหมายตามสัญญาได้ หากของจริงไม่ตรงอย่างมีนัยสำคัญ ผู้ซื้อมีสิทธิเรียกร้องให้แก้ไข ลดราคา หรือเลิกสัญญาเรียกเงินคืนแล้วแต่ข้อเท็จจริง. สคบ. มีตัวอย่างคดีที่ดำเนินคดีกับผู้ประกอบการในกรณีห้องชุดไม่เป็นไปตามโฆษณาและกรณีไม่โอนกรรมสิทธิ์ให้ผู้ซื้อ.
3) โครงการโอนไม่ได้ หรือไม่พร้อมโอนตามสัญญา
หากถึงกำหนดโอนแล้วผู้ประกอบการยังไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ได้ ผู้ซื้อมีสิทธิใช้สิทธิทางสัญญาและกฎหมายเพื่อขอคืนเงินทั้งหมดที่ชำระไป พร้อมดอกเบี้ย และอาจเรียกค่าเสียหายอื่นได้ตามข้อเท็จจริง. สคบ. มีมติในบางกรณีให้ฟ้องบังคับโอน และหากโอนไม่ได้ให้คืนค่าห้องชุดพร้อมดอกเบี้ย
กรณีที่ “ขอเงินดาวน์คืนได้” แต่อาจได้คืนไม่เต็มจำนวน
1) ผู้ซื้อเป็นฝ่ายผิดสัญญา
นี่คือประเด็นสำคัญที่สุดของบทความนี้ เพราะหลายคนเข้าใจผิดว่า ถ้าผู้ซื้อผิดสัญญาแล้วจะ “ไม่ได้คืนเลย” ทุกกรณี ซึ่งไม่ถูกต้องเสมอไป
แนวคำพิพากษาศาลฎีกาหลายฎีกา วางหลักว่า หากสัญญาระบุว่าผู้ซื้อผิดสัญญาแล้วให้ริบเงินที่ชำระไว้ทั้งหมด ข้อตกลงให้ริบดังกล่าว มีลักษณะเป็นเบี้ยปรับ และถ้าเบี้ยปรับนั้นสูงเกินส่วน ศาลก็มีอำนาจ ลดลงให้เหลือจำนวนที่พอสมควรได้. กล่าวอีกนัยหนึ่ง แม้ผู้ซื้อจะผิดสัญญา ก็ยังอาจมีสิทธิเรียกเงินบางส่วนคืนได้ หากจำนวนที่ผู้ประกอบการริบไว้นั้นมากเกินควร จุดนี้สอดคล้องกับมาตรา 383 ที่บัญญัติว่า ถ้าเบี้ยปรับที่ริบสูงเกินส่วน ศาลจะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรก็ได้ โดยพิจารณาทางได้เสียของเจ้าหนี้ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมาย ไม่ใช่ดูแค่ตัวเงินอย่างเดียว
ดังนั้น คำว่า “ขอคืนเงินดาวน์คอนโด ขอคืนได้ทุกกรณี” ในกรณีผู้ซื้อผิดสัญญา จึงควรอธิบายอย่างตรงไปตรงมาว่า
ผู้ซื้อยัง ขอคืนได้ แต่ศาลอาจไม่คืนเต็มทั้งหมด และอาจให้ผู้ประกอบการหักไว้เป็นค่าเสียหายหรือเบี้ยปรับ เฉพาะส่วนที่สมควร
2) ขอไม่ผ่านสินเชื่อ
กรณีนี้ต้องดูสัญญาอย่างละเอียดว่า มีเงื่อนไขชัดหรือไม่ว่า “หากไม่ผ่านสินเชื่อ ให้คืนเงินทั้งหมด” หรือกำหนดเอกสาร ขั้นตอน และระยะเวลาไว้อย่างไร หากสัญญาคุ้มครองผู้ซื้อไว้ชัด ผู้ซื้อย่อมมีโอกาสได้คืนมากขึ้น แต่ถ้าสัญญาเขียนให้ผู้ซื้อมีหน้าที่จัดหาแหล่งเงินเอง และการไม่ผ่านสินเชื่อเกิดจากเหตุส่วนตัวของผู้ซื้อ ศาลอาจพิจารณาต่างกันไปตามข้อเท็จจริง
3) ผู้ซื้อเปลี่ยนใจ ไม่อยากซื้อแล้ว
กรณีเปลี่ยนใจเฉย ๆ โดยไม่มีความผิดของผู้ประกอบการ มักเป็นคดีที่ยากที่สุดในการขอคืนเต็มจำนวน เป็นรูปแบบเดียวกันกับผู้ซื้อผิดสัญญา เพราะผู้ขายจะอ้างการผิดสัญญาของผู้ซื้อ แต่ก็ยังไม่ใช่ว่าหมดสิทธิฟ้องคืนทั้งหมดโดยอัตโนมัติ ต้องดูว่าเงินที่ยึดไว้เป็นมัดจำจริงแค่ไหน เป็นเงินค่างวดที่ชำระไปบางส่วนหรือไม่ และจำนวนที่ริบไปสูงเกินสมควรหรือเปล่า หากสูงเกินสมควร ก็มีช่องให้ศาลลดได้ตามมาตรา 383
ขั้นตอนขอคืนเงินดาวน์คอนโดที่ควรทำก่อนฟ้อง
1) รวบรวมเอกสารทั้งหมด เก็บสัญญาจะซื้อจะขาย ใบจอง ใบเสร็จรับเงิน หนังสือทวงถาม แชต อีเมล โบรชัวร์ และโฆษณาโครงการ เพราะเอกสารเหล่านี้มีผลมากในการพิสูจน์ว่าโครงการรับปากอะไรไว้และผู้ซื้อชำระเงินอะไรไปบ้าง
2) ตรวจสถานะเงินที่จ่าย ต้องแยกว่าเงินส่วนใดเป็นเงินจอง ส่วนใดเป็นมัดจำ ส่วนใดเป็นเงินดาวน์หรือชำระหนี้บางส่วน เพื่อประเมินโอกาสเรียกคืน
3) ส่งหนังสือบอกเลิกสัญญาหรือทวงถามให้ถูกต้อง หากอีกฝ่ายผิดสัญญา ควรมีหนังสือแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรและกำหนดระยะเวลาให้ชัด ในหลายกรณีเรื่อง “การบอกกล่าว” สำคัญต่อผลของการเลิกสัญญาตามกฎหมายแพ่ง.
4) ร้องเรียนต่อ สคบ. หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กรณีเป็นข้อพิพาทผู้บริโภค สามารถร้องเรียนเพื่อให้ช่วยไกล่เกลี่ยหรือดำเนินการตามกฎหมายได้ โดยข้อมูลข่าวของ สคบ. แสดงให้เห็นว่ามีการดำเนินคดีแทนผู้บริโภคในข้อพิพาทคอนโดหลายกรณีจริง.
5) หากเจรจาไม่สำเร็จ จึงจ้างทนายเพื่อฟ้องคดี เมื่อการเจรจาไม่เป็นผล ผู้ซื้อยังมีสิทธิฟ้องคดีเพื่อเรียกเงินคืน ดอกเบี้ย และค่าเสียหายตามข้อเท็จจริงของคดีนั้น
มีปัญหาขอคืนเงินดาวน์คอนโด ถูกริบเงินจอง เงินทำสัญญา หรือเงินดาวน์? ควรให้ ทนายความ ตรวจสัญญาและประเมินข้อกฎหมายก่อน เพราะแต่ละคดีต่างกันที่รายละเอียดเอกสารและข้อเท็จจริง ทนายนิธิพล รับให้คำปรึกษาคดีซื้อขายคอนโด คดีผู้บริโภค คดีผิดสัญญา และคดีเรียกเงินคืนจากโครงการอสังหาริมทรัพย์ เหมาะสำหรับผู้ที่กำลังมองหา ทนาย ทนายความ ที่ปรึกษากฎหมาย สำนักงานกฎหมาย สำนักงานทนายความ เพื่อวางแนวทางเจรจา ส่งหนังสือทวงถาม หรือฟ้องคดีเรียกเงินคืน
สรุป ขอคืนเงินดาวน์คอนโด ขอคืนได้ทุกกรณี แต่ไม่ได้แปลว่าได้คืนเต็มทุกคดี ขอคืนได้ทุกกรณี หมายถึง ผู้ซื้อมีสิทธิใช้สิทธิเรียกร้องได้ทุกกรณี แต่ ผลของคดีไม่เท่ากันทุกกรณี เพราะบางคดีผู้ประกอบการผิดสัญญา ผู้ซื้อมีสิทธิได้คืนเต็มพร้อมดอกเบี้ย บางคดีผู้ซื้อเป็นฝ่ายผิดสัญญา ผู้ประกอบการอาจหักเงินไว้ได้บางส่วน และถ้าข้อกำหนดให้ริบเงินทั้งหมดมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับสูงเกินส่วน ศาลอาจลดให้เหลือเท่าที่สมควรได้ ดังนั้น ถ้าคุณกำลังเผชิญปัญหา ถูกริบเงินจอง ถูกริบเงินทำสัญญา ถูกริบเงินดาวน์ คอนโดไม่เสร็จ -vไม่ผ่านสินเชื่อ หรือกำลังถูกบอกว่า “หมดสิทธิได้เงินคืน”
อย่าเพิ่งสรุปเองว่าจบแล้ว เพราะหลายกรณียังมีช่องทางตามกฎหมายให้ ขอคืนเงินดาวน์คอนโด ได้ ไม่เต็มก็อาจได้บางส่วน และบางคดีได้คืนพร้อมดอกเบี้ยด้วย
ปรึกษาสำนักงานทนายนิธิพล ปรึกษาฟรีในเบื้องต้นไม่มีค่าใช้จ่าย
โทร: 095-453-4145 (ปรึกษาฟรี 5 นาที ในเบื้องต้น)
ทนายนิธิพล เคลียร์ทุกปัญหา คลิ๊ก