พระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522

พระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522

   

                                กฎหมายไทย - พระราชบัญญัติ
                                  พระราชบัญญัติ รถยนต์ พ.ศ. 2522
                             ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร. 
                         ให้ไว้ ณ วันที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2522 
                                         เป็นปีที่ 34 ในรัชกาลปัจจุบัน           

                   พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการ โปรดเกล้า ฯ ให้ประกาศว่า โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำและ ยินยอมของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ทำหน้าที่รัฐสภา ดังต่อไปนี้ มาตรา 1 พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า "พระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522" มาตรา 2* พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2522 เป็นต้นไป *[รก.2522/77/22พ./12 พฤษภาคม 2522]
 

                    มาตรา 3 ให้ยกเลิก (1) พระราชบัญญัติรถยนต์ พุทธศักราช 2473 (2) พระราชบัญญัติรถยนต์แก้ไขเพิ่มเติม พุทธศักราช 2474 (3) พระราชบัญญัติรถยนต์แก้ไขเพิ่มเติม พุทธศักราช 2475 (4) พระราชบัญญัติรถยนต์แก้ไขเพิ่มเติม พุทธศักราช 2477 (5) พระราชบัญญัติรถยนต์แก้ไขเพิ่มเติม พุทธศักราช 2477 (ฉบับที่ 2) (6) พระราชบัญญัติรถยนต์แก้ไขเพิ่มเติม พุทธศักราช 2478 (7) พระราชบัญญัติรถยนต์ (ฉบับที่ 7) พุทธศักราช 2479 (8) พระราชบัญญัติรถยนต์ (ฉบับที่ 8) พุทธศักราช 2481 (9) พระราชบัญญัติรถยนต์ (ฉบับที่ 9) พุทธศักราช 2481 (10) พระราชบัญญัติรถยนต์ (ฉบับที่ 10) พุทธศักราช 2484 (11) พระราชบัญญัติรถยนต์ (ฉบับที่ 11) พุทธศักราช 2484 (12) พระราชบัญญัติรถยนต์ (ฉบับที่ 12) พุทธศักราช 2494 (13) พระราชบัญญัติรถยนต์ (ฉบับที่ 13) พ.ศ. 2502 (14) พระราชบัญญัติรถยนต์ (ฉบับที่ 14) พ.ศ. 2503 (15) พระราชบัญญัติรถยนต์ (ฉบับที่ 15) พ.ศ. 2506 (16) พระราชบัญญัติรถยนต์ (ฉบับที่ 16) พ.ศ. 2512 (17) ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 20 ลงวันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2514 (18) พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติรถยนต์ พุทธศักราช 2473 พ.ศ. 2516 (19) พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติรถยนต์ พุทธศักราช 2473 (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2516 (20) พระราชบัญญัติรถยนต์ (ฉบับที่ 17) พ.ศ. 2517 บรรดากฎหมาย กฎ ข้อบังคับอื่นในส่วนที่มีบัญญัติไว้แล้วในพระราชบัญญัตินี้ หรือซึ่งขัดหรือแย้งกับบทแห่งพระราชบัญญัตินี้ ให้ใช้พระราชบัญญัตินี้แทน

                    มาตรา 4 ในพระราชบัญญัตินี้ "รถ" หมายความว่า รถยนต์ รถจักรยานยนต์ รถพ่วง รถบดถนน รถแทรกเตอร์ และรถอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง"รถยนต์" หมายความว่า รถยนต์สาธารณะ รถยนต์บริการและรถยนต์
ส่วนบุคคล
        "รถยนต์สาธารณะ"   หมายความว่า
        (1) รถยนต์รับจ้างระหว่างจังหวัด ซึ่งได้แก่รถยนต์รับจ้างบรรทุกคนโดยสารไม่เกินเจ็ดคนที่ใช้รับจ้างระหว่างจังหวัด โดยรับส่งคนโดยสารได้เฉพาะที่นายทะเบียนกำหนด
        (2) รถยนต์รับจ้าง ซึ่งได้แก่รถยนต์รับจ้างบรรทุกคนโดยสารไม่เกินเจ็ดคน หรือรถยนต์สาธารณะอื่นนอกจากรถยนต์โดยสารประจำทาง
        "รถยนต์บริการ"   หมายความว่า รถยนต์บรรทุกคนโดยสารหรือให้เช่าซึ่งบรรทุกคนโดยสารไม่เกินเจ็ดคน ดังต่อไปนี้
        (1) รถยนต์บริการธุรกิจ ซึ่งได้แก่รถยนต์ที่ใช้บรรทุกคนโดยสารระหว่างท่าอากาศยาน ท่าเรือเดินทะเล สถานีขนส่งหรือสถานีรถไฟกับโรงแรมที่พักอาศัย ที่ทำการของผู้โดยสารหรือที่ทำการของผู้บริการธุรกิจนั้น
        (2) รถยนต์บริการทัศนาจร ซึ่งได้แก่รถยนต์ที่ผู้ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการท่องเที่ยวใช้รับส่งคนโดยสารเพื่อการท่องเที่ยว
        (3) รถยนต์บริการให้เช่า ซึ่งได้แก่รถยนต์ที่จัดไว้ให้เช่าซึ่งมิใช่เป็นการเช่าเพื่อนำไปรับจ้างบรรทุกคนโดยสารหรือสิ่งของ
      *"รถยนต์ส่วนบุคคล"   หมายความว่า
        (1) รถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกินเจ็ดคน
        (2) รถยนต์นั่งส่วนบุคคลเกินเจ็ดคนแต่ไม่เกินสิบสองคน และรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลที่มีน้ำหนักรถไม่เกินหนึ่งพันหกร้อยกิโลกรัม ซึ่งมิได้ใช้ประกอบการขนส่งเพื่อสินจ้างตามกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบก
        *[บทนิยามนี้แก้ไขโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 10) พ.ศ.2542]
        "รถจักรยานยนต์" หมายความว่า รถที่เดินด้วยกำลังเครื่องยนต์หรือกำลังไฟฟ้า และมีล้อไม่เกินสองล้อ   ถ้ามีพ่วงข้างมีล้อเพิ่มอีกไม่เกินหนึ่งล้อและให้หมายความรวมถึงรถจักรยานที่ติดเครื่องยนต์ด้วย
        "รถพ่วง"   หมายความว่า รถที่เคลื่อนที่ไปโดยใช้รถอื่นลากจูง
        "รถบดถนน"   หมายความว่า รถที่ใช้ในการบดอัดวัสดุบนพื้นให้แน่น และมีเครื่องยนต์ขับเคลื่อนในตัวเอง หรือใช้รถอื่นลากจูง
        "รถแทรกเตอร์"   หมายความว่า รถที่มีล้อหรือสายพาน และมีเครื่องยนต์ขับเคลื่อนในตัวเอง เป็นเครื่องจักรกลขั้นพื้นฐานในงานที่เกี่ยวกับการขุด ตัก ดัน หรือฉุดลากเป็นต้น หรือรถยนต์สำหรับลากจูงซึ่งมิได้ใช้ประกอบการขนส่งส่วนบุคคลตามกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบก
        "เจ้าของรถ"   หมายความรวมถึงผู้มีรถไว้ในครอบครองด้วย
        *"ผู้ตรวจการ"   หมายความว่า ข้าราชการสังกัดกรมการขนส่งทางบก ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมแต่งตั้งให้เป็นผู้ตรวจการตามพระราชบัญญัตินี้
        *[บทนิยามนี้เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 10) พ.ศ. 2542]
        *"นายทะเบียน"   หมายความว่า ข้าราชการซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมแต่งตั้งให้เป็นนายทะเบียน
        *[บทนิยามนี้แก้ไขโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2530]
        *"อธิบดี"   หมายความว่า อธิบดีกรมการขนส่งทางบก
        *[บทนิยามนี้แก้ไขโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2530]
        "รัฐมนตรี"   หมายความว่า รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้

 

                  มาตรา 5* ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้และให้มีอำนาจแต่งตั้งนายทะเบียนและผู้ตรวจการ กับออกกฎกระทรวงกำหนดในเรื่องดังต่อไปนี้
        (1) ลักษณะ ขนาด หรือกำลังของเครื่องยนต์และของรถที่จะรับจดทะเบียนเป็นรถประเภทต่าง ๆ เงื่อนไขการเปลี่ยนแปลง ลักษณะ ขนาด หรือกำลังของเครื่องยนต์และของรถสำหรับรถประเภทดังกล่าว และการแก้ไขเพิ่มเติมทะเบียนรถและใบคู่มือจดทะเบียนรถที่ได้เปลี่ยนแปลงแล้ว
        (2) เครื่องอุปกรณ์สำหรับรถและการใช้เครื่องอุปกรณ์ดังกล่าว เช่น โคมเครื่องมองหลัง แตร เครื่องระงับเสียง ท่อไอเสีย เครื่องสัญญาณไฟ เครื่องปัดน้ำฝนและเครื่องอุปกรณ์อื่นที่จำเป็น
        (3) เครื่องสื่อสาร และการใช้เครื่องสื่อสารระหว่างรถกับศูนย์บริการหรือสถานที่อื่น
        (4) แผ่นป้ายทะเบียนรถ เครื่องหมายประเภทรถและเครื่องหมายอื่นรวมทั้งวิธีแสดงแผ่นป้ายและเครื่องหมายดังกล่าว
        (5) สีและเครื่องหมายสำหรับรถยนต์สาธารณะ      

        (6) น้ำหนักบรรทุกอย่างมาก และจำนวนคนโดยสารอย่างมาก สำหรับรถยนต์ส่วนบุคคลและรถยนต์สาธารณะ
        (7) เงื่อนไขในการใช้ล้อยางตัน
        (8) ประเภท ขนาด และน้ำหนักของรถที่จะไม่ให้เดินบนทางที่มิใช่ทางหลวง
        (9) เงื่อนไขในการใช้รถที่มีล้ออย่างอื่น นอกจากล้อยางเดินบนทางที่มิใช่ทางหลวง
        (10) ประเภทรถที่ต้องกำหนดอายุการใช้ในเขตที่กำหนด
        (11) ประเภทรถที่ห้ามใช้เดินในเขตที่กำหนด
        (12) การงดรับจดทะเบียนรถประเภทใดประเภทหนึ่งในเขตที่กำหนด
        (13) จำนวนรถยนต์รับจ้างระหว่างจังหวัด จังหวัดต้นทางและจังหวัดปลายทางสำหรับรถยนต์ดังกล่าว
        (14) อัตราค่าจ้างบรรทุกคนโดยสารสำหรับรถยนต์สาธารณะ
        (15) เครื่องแต่งกาย เครื่องหมาย และการแสดงบัตรประจำตัวคนขับรถยนต์สาธารณะ รถยนต์บริการธุรกิจ และรถยนต์บริการทัศนาจร
        (16) หลักสูตรและอุปกรณ์การสอนและการฝึกหัดขับรถของโรงเรียนฝึกหัดขับรถ
        (17) ค่าธรรมเนียมไม่เกินอัตราท้ายพระราชบัญญัตินี้
        (18) กิจการอื่นเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้
        ในส่วนที่เกี่ยวกับการจัดสรรเงินตามมาตรา 41 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ และให้มีอำนาจออกกฎกระทรวงเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ด้วยกฎกระทรวงนั้นเมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ให้ใช้บังคับได้
        *[มาตรา 5 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2530 และความในวรรคหนึ่ง แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 10) พ.ศ.   2542]

 

                                                                                          หมวด 1
                                                                       การจดทะเบียน เครื่องหมาย และการใช้รถ
     

                        มาตรา 6* ห้ามมิให้ผู้ใดใช้รถที่ยังมิได้จดทะเบียน
          ห้ามมิให้ผู้ใดใช้รถที่จดทะเบียนแล้ว แต่ยังมิได้เสียภาษีประจำปีสำหรับรถนั้นให้ครบถ้วนถูกต้องภายในเวลาที่กำหนด
        ความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับแก่รถที่นำเข้ามาเพื่อใช้ในราชอาณาจักรชั่วคราวโดยที่ผู้นำเข้าไม่มีภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักร   แต่ต้องปฏิบัติตามข้อตกลงที่รัฐบาลไทยทำไว้กับรัฐบาลของประเทศที่ผู้นำเข้ามีสัญชาติ
        *[มาตรา 6 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2542]

                         มาตรา 7   รถที่จะจดทะเบียนได้ต้อง
        (1) เป็นรถที่มีส่วนควบและมีเครื่องอุปกรณ์สำหรับรถครบถ้วนถูกต้องตามที่กำหนดในกฎกระทรวง และ
      *(2) ผ่านการตรวจสภาพรถจากนายทะเบียน หรือจากสถานตรวจสภาพที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบก ในเวลาที่ขอจดทะเบียนแล้ว
        ในกรณีที่ขอจดทะเบียนเป็นรถยนต์สาธารณะ รถยนต์บริการธุรกิจ หรือ
รถยนต์บริการทัศนาจร รถนั้นต้องมีลักษณะ ขนาด หรือกำลังของเครื่องยนต์และของรถตาม
ที่กำหนดในกฎกระทรวง และผู้ขอจดทะเบียนต้องแจ้งสถานที่เก็บรถยนต์สาธารณะ หรือรถยนต์
บริการซึ่งมีลักษณะตามที่กำหนดในกฎกระทรวงด้วย
        *[มาตรา 7(2) แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2530]

 

                         มาตรา 8   รถดังต่อไปนี้ให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องจดทะเบียน
        (1) รถสำหรับเฉพาะพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
      *(2) รถของกรมตำรวจที่จดทะเบียนและมีเครื่องหมายตามระเบียบที่อธิบดีกรมตำรวจกำหนด
        (3) รถของสำนักพระราชวังที่จดทะเบียนและมีเครื่องหมายตามระเบียบที่เลขาธิการพระราชวังกำหนด
        (4) รถที่เจ้าของแจ้งการไม่ใช้รถตามมาตรา 34
        (5) รถที่ผู้ผลิตหรือประกอบเพื่อจำหน่ายหรือที่ผู้นำเข้าเพื่อจำหน่าย ผลิต ประกอบหรือนำเข้า และยังมิได้จำหน่ายให้แก่ผู้อื่น
        *[มาตรา 8 (2) แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2530]

 

                          มาตรา 9* รถดังต่อไปนี้ให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียม เว้นแต่ค่าธรรมเนียมแผ่นป้ายทะเบียนรถ
        (1) รถดับเพลิง
        (2) รถพยาบาลที่มิใช่เป็นรถสำหรับรับจ้าง
        (3) รถของกระทรวง ทบวง กรม เทศบาล องค์การบริหารส่วนจังหวัด สุขาภิบาลกรุงเทพมหานคร เมืองพัทยา และราชการส่วนท้องถิ่นที่เรียกชื่ออย่างอื่น   ทั้งนี้ เฉพาะรถที่มิได้ใช้
ในทางการค้าหรือหากำไร
        (4) รถบดถนนของรัฐวิสาหกิจ
        (5) รถแทรกเตอร์ของรัฐวิสาหกิจ
        (6) รถของสภากาชาดไทย
        (7) รถของบุคคลในคณะผู้แทนทางการฑูต คณะผู้แทนทางกงสุล องค์การระหว่างประเทศ หรือทบวงการชำนัญพิเศษแห่งสหประชาชาติ ซึ่งประจำอยู่ในประเทศไทย
        (8) รถใช้งานเกษตรกรรมตามลักษณะและเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง
        *[มาตรา 9 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2527]


                        มาตรา 10* ผู้ใดประสงค์จะขอจดทะเบียนรถ ให้ยื่นคำขอต่อนายทะเบียนแห่งท้องที่ที่ตนมีภูมิลำเนา เว้นแต่เจ้าของรถมีความประสงค์จะนำรถไปใช้ในท้องถิ่นอื่น ให้ยื่นคำขอต่อนายทะเบียนท้องถิ่นนั้นได้
        ในกรณีที่ผู้ขอเป็นคนต่างด้าวและไม่มีภูมิลำเนาในราชอาณาจักร ให้ยื่นคำขอต่อนายทะเบียนแห่งท้องที่ที่ตนมีถิ่นที่อยู่
        การขอจดทะเบียนและการออกใบคู่มือจดทะเบียนรถให้เป็นไปตามระเบียบที่อธิบดีกำหนด
        *[มาตรา 10 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2525]


                       มาตรา 11   รถที่จดทะเบียนแล้ว   ต้องมีและแสดงแผ่นป้ายและเครื่องหมายครบถ้วนถูกต้องตามที่กำหนดในกฎกระทรวง

 

                       มาตรา 12   รถใดที่จดทะเบียนแล้ว   หากปรากฏในภายหลังว่ารถนั้นมีส่วนควบหรือเครื่องอุปกรณ์สำหรับรถไม่ครบถ้วนถูกต้องตามที่กำหนดในกฎกระทรวง หรือเพิ่มสิ่งใดสิ่งหนึ่งเข้าไปซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายแก่ร่างกายหรือจิตใจของผู้อื่น ห้ามมิให้ผู้ใดใช้รถนั้นจนกว่าจะจัดให้มีครบถ้วนถูกต้องหรือเอาออกแล้ว
        ในกรณีที่นายทะเบียนเห็นว่าเจ้าของรถไม่อาจจัดให้มีครบถ้วนถูกต้องหรือเอาออกได้ ให้นายทะเบียนสั่งเพิกถอนการจดทะเบียนรถนั้น
        เจ้าของรถมีสิทธิอุทธรณ์เป็นหนังสือต่ออธิบดีภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ทราบคำสั่งของนายทะเบียน
        คำวินิจฉัยของอธิบดีให้เป็นที่สุด


                          มาตรา 13   รถใดที่จดทะเบียนแล้ว   หากมีการเปลี่ยนแปลงสีของรถให้ผิดไปจากที่จดทะเบียนไว้ เจ้าของรถต้องแจ้งนายทะเบียนภายในเจ็ดวันนับแต่วันเปลี่ยนแปลง
        การแจ้งตามวรรคหนึ่ง   ให้เป็นไปตามระเบียบที่อธิบดีกำหนด


                           มาตรา 14   รถใดที่จดทะเบียนแล้ว   ห้ามมิให้ผู้ใดเปลี่ยนแปลงตัวรถหรือส่วนใดส่วนหนึ่งของรถให้ผิดไปจากรายการที่จดทะเบียนไว้และใช้รถนั้น เว้นแต่เจ้าของรถนำไปให้
นายทะเบียนตรวจสภาพก่อน
        *ในกรณีที่นายทะเบียนเห็นว่ารถที่เปลี่ยนแปลงตามวรรคหนึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายในเวลาใช้ ให้สั่งเจ้าของรถแก้ไขและนำรถไปให้ตรวจสภาพก่อนใช้การตรวจสภาพดังกล่าวนายทะเบียนจะสั่งให้เจ้าของรถนำรถไปให้ตรวจสภาพ ณ สถานตรวจสภาพที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบกก็ได้ และให้นำมาตรา 12 วรรคสอง วรรคสาม และ
วรรคสี่ มาใช้บังคับโดยอนุโลมแต่ถ้านายทะเบียนเห็นว่ารถนั้นปลอดภัยในเวลาใช้ ให้แก้ไขเพิ่มเติม
รายการในทะเบียน และใบคู่มือจดทะเบียนรถนั้นด้วย
        *[มาตรา 14 วรรคสอง แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2530]

                           มาตรา 15* ในกรณีที่นายทะเบียนหรือผู้ตรวจการเห็นว่ารถใดในขณะที่ใช้มีลักษณะที่เห็นได้ว่าน่าจะไม่ปลอดภัยในการใช้ ให้มีอำนาจสั่งเป็นหนังสือให้เจ้าของรถนำรถนั้น
ไปให้นายทะเบียน หรือสถานตรวจสภาพที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบกตรวจสภาพภายในเวลาที่กำหนดได้
        *[มาตรา 15 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 10) พ.ศ. 2542]

 

                            มาตรา 15 ทวิ* การตรวจสภาพรถตามมาตรา 7 (2) มาตรา 14 วรรคสอง มาตรา 15
หรือมาตรา 36 ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
        *[มาตรา 15 ทวิ เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2530]


                               มาตรา 16   ในการย้ายรถไปไว้ต่างท้องที่ ให้เจ้าของรถแจ้งต่อนายทะเบียนภายใน
สิบห้าวันนับแต่วันย้าย
        การแจ้งตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามระเบียบที่อธิบดีกำหนด


                               มาตรา 17   ในการโอนรถที่จดทะเบียนแล้ว   ผู้โอนและผู้รับโอนต้องแจ้งต่อนายทะเบียนภายในสิบห้าวันนับแต่วันโอน
        ในกรณีที่ผู้รับโอนจะนำรถตามวรรคหนึ่งออกนอกราชอาณาจักรภายในสิบห้าวันนับแต่วันโอน ต้องได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากนายทะเบียนตามวรรคหนึ่งด้วย
        การแจ้งตามวรรคหนึ่ง และการขออนุญาตและการอนุญาตตามวรรคสองให้เป็นไปตามระเบียบที่อธิบดีกำหนด


                              มาตรา 18   ในการนำรถออกนอกราชอาณาจักรไม่ว่าด้วยเหตุใด ๆ ต้องได้รับอนุญาตจากนายทะเบียน เว้นแต่ในกรณีดังต่อไปนี้
        (1) การนำรถออกนอกราชอาณาจักรโดยได้รับอนุญาตตามมาตรา 17 วรรคสอง
        (2) การรับจ้างบรรทุกคนโดยสารออกนอกราชอาณาจักร แล้วนำรถกลับเข้ามาตามปกติกิจ
        (3) กรณีอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
        การขออนุญาตและการอนุญาต ให้เป็นไปตามระเบียบที่อธิบดีกำหนด

                             มาตรา 19   ในการอนุญาตตามมาตรา 17 หรือมาตรา 18 รัฐมนตรีมีอำนาจกำหนดเงื่อนไขใด ๆ ในการให้นายทะเบียนอนุญาตและจะให้นายทะเบียนยกเว้นหรือผ่อนผันการปฏิบัติหรือไม่ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขนั้น ๆ ก็ได้ ตามที่เห็นสมควร

 

                            มาตรา 20   ผู้ใดสั่งหรือนำรถหรือเครื่องยนต์สำหรับรถเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่าย หรือผลิตหรือประกอบรถหรือเครื่องยนต์สำหรับรถขึ้นใหม่เพื่อจำหน่าย   ผู้นั้นต้องส่งบัญชีประจำเดือนในการรับและจำหน่ายรถหรือเครื่องยนต์สำหรับรถให้แก่นายทะเบียนภายในวันที่สิบห้าของเดือนถัดไป
        บัญชีตามวรรคหนึ่ง   ให้เป็นไปตามระเบียบที่อธิบดีกำหนด


                            มาตรา 21   ห้ามมิให้ผู้ใดใช้รถไม่ตรงตามประเภทที่จดทะเบียนไว้เว้นแต่กรณีดังต่อไปนี้
        (1) การใช้รถยนต์บริการธุรกิจหรือรถยนต์บริการทัศนาจรในกิจการส่วนตัว
        (2) การใช้รถยนต์สาธารณะในกิจการส่วนตัว โดยมีข้อความแสดงไว้ที่รถนั้นให้เห็นได้ง่ายจากภายนอกว่าใช้ในกิจการส่วนตัว
        (3) การใช้รถยนต์สาธารณะบรรทุกของที่ติดตัวไปกับผู้โดยสาร
        *(3 ทวิ) การใช้รถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลที่มีน้ำหนักรถไม่เกินหนึ่งพันหกร้อยกิโลกรัม เป็นรถยนตร์นั่งส่วนบุคคลเกินเจ็ดคน หรือใช้รถยนต์นั่งส่วนบุคคลเป็นรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคล
        (4) ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียน ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง
        *[มาตรา 21(3 ทวิ) เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2528]


                          มาตรา 22   ห้ามมิให้ผู้ใดใช้รถยนต์อื่นนอกจากรถยนต์โดยสารประจำทางรับจ้างรับคนโดยสารซึ่งเสียค่าโดยสารเป็นรายตัวตามรายทางในทางที่ได้รับอนุญาตให้มีรถยนต์โดยสารประจำทางหรือในเขตจากทางนั้นไม่เกินหนึ่งร้อยเมตร
        ความในวรรคหนึ่ง มิให้ใช้บังคับในกรณีที่เป็นการรับจ้างรับส่งนักเรียนคนงานนักท่องเที่ยว หรือการรับส่งผู้โดยสาร เป็นครั้งคราวซึ่งได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากนายทะเบียน


                         มาตรา 23   ในกรณีที่รัฐมนตรีเห็นว่าในท้องที่ใดการประกอบการรับจ้างบรรทุกคนโดยสารโดยใช้รถยนต์บรรทุกคนโดยสารไม่เกินเจ็ดคนหรือรถยนต์รับจ้างระหว่างจังหวัดสมควรให้ดำเนินการโดยบริษัทมหาชนจำกัด บริษัทจำกัดหรือสหกรณ์ และต้องได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียน   ให้รัฐมนตรีประกาศในราชกิจจานุเบกษาระบุท้องที่สำหรับการรับจ้างดังกล่าว
        ประกาศตามวรรคหนึ่ง ไม่ใช้บังคับแก่การประกอบการรับจ้างบรรทุกคนโดยสารโดยใช้รถยนต์รับจ้างบรรทุกคนโดยสารได้ไม่เกินเจ็ดคนหรือรถยนต์รับจ้างระหว่างจังหวัดซึ่งได้จดทะเบียนอยู่ก่อนวันประกาศจนกว่าจะพ้นสามปีนับแต่วันประกาศ
        กำหนดเวลาสามปีตามวรรคสอง ถ้ามีเหตุผลสมควร รัฐมนตรีอาจขยายออกไปได้อีกครั้งละไม่เกินสองปี   แต่จะขยายระยะเวลาเกินสองครั้งไม่ได้   การขยายระยะเวลาให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา
        การขอรับใบอนุญาตและการออกใบอนุญาตตามวรรคหนึ่ง   ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง


                       มาตรา 24   ใบอนุญาตตามมาตรา 23   มีอายุสามปีนับแต่วันออกใบอนุญาตแต่อาจต่ออายุได้คราวละสามปี
        ผู้รับใบอนุญาตซึ่งประสงค์จะขอต่ออายุใบอนุญาต   ต้องยื่นคำขอก่อนใบอนุญาตนั้นหมดอายุ และเมื่อได้ยื่นคำขอแล้ว จะประกอบการต่อไปก็ได้จนกว่านายทะเบียนจะสั่งไม่อนุญาตให้ต่ออายุใบอนุญาตนั้น
        การขอต่ออายุใบอนุญาตและการอนุญาต   ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง


                      มาตรา 25   ผู้รับใบอนุญาตตามมาตรา 23 ซึ่งไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้ หรือกฎกระทรวงที่ออกตามพระราชบัญญัตินี้   ให้นายทะเบียนมีอำนาจสั่งเพิกถอนใบอนุญาตได้


                      มาตรา 26   ในกรณีที่นายทะเบียนมีคำสั่งไม่ออกใบอนุญาตตามมาตรา 23ไม่ต่ออายุใบอนุญาตตามมาตรา 24 หรือสั่งเพิกถอนใบอนุญาตตามมาตรา 25 ผู้ขอรับใบอนุญาตผู้ขอต่ออายุใบอนุญาต หรือผู้รับใบอนุญาต แล้วแต่กรณี มีสิทธิอุทธรณ์เป็นหนังสือต่อรัฐมนตรีได้ภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันทราบคำสั่งนายทะเบียน
        คำวินิจฉัยของรัฐมนตรีให้เป็นที่สุด
        ในกรณีที่อุทธรณ์คำสั่งของนายทะเบียนตามมาตรา 24 หรือมาตรา 25 ก่อนที่จะมีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ รัฐมนตรีอาจอนุญาตให้ผู้รับใบอนุญาตประกอบการไปพลางก่อนได้ เมื่อมีคำขอของผู้อุทธรณ์

 
                      มาตรา 27   ผู้ใดมีรถยนต์ไว้เพื่อขายหรือเพื่อซ่อม ถ้าจะขับเองหรือให้ผู้อื่นขับเพื่อการนั้น ต้องได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียน   และให้ขับได้ระหว่างพระอาทิตย์ขึ้นถึงพระอาทิตย์ตก   เว้นแต่มีความจำเป็นและได้รับอนุญาตจากนายทะเบียน
        การขอใบอนุญาตและการออกใบอนุญาตตามวรรคหนึ่ง   ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง
        ในการออกใบอนุญาต ให้นายทะเบียนออกเครื่องหมายพิเศษและสมุดคู่มือประจำรถให้ด้วย
        เครื่องหมายพิเศษและสมุดคู่มือประจำรถ ให้เป็นไปตามแบบที่กำหนดในกฎกระทรวง และให้ใช้สับเปลี่ยนกันได้ไม่เฉพาะคันรถ


                      มาตรา 28  ในการขับรถยนต์ตามมาตรา 27 ผู้ขับต้องบันทึกรายการดังต่อไปนี้
        (1) ชื่อรถ หมายเลขตัวรถ และหมายเลขเครื่องยนต์ของรถ
        (2) ความประสงค์ในการขับรถยนต์
        (3) วันเดือนปี และเวลาที่นำรถออกไปขับและกลับถึงที่
        (4) ชื่อและชื่อสกุลของผู้ขับ

 

                                                                                            หมวด 2
                                                                                          ภาษีประจำปี
            


                         มาตรา 29   ภาษีประจำปีสำหรับรถมีอัตราตามที่กำหนดไว้ท้ายพระราชบัญญัตินี้ เว้นแต่
        (1) รถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกินเจ็ดคนที่จดทะเบียนมาแล้วห้าปีนับแต่ปีที่จดทะเบียนครั้งแรก ให้ได้รับการลดหย่อนภาษีประจำปีในปีต่อ ๆ ไปในอัตราร้อยละ ดังต่อไปนี้
                    ปีที่หก                                                  ร้อยละสิบ
                    ปีที่เจ็ด                                                 ร้อยละยี่สิบ
                    ปีที่แปด                                                 ร้อยละสามสิบ
                    ปีที่เก้า                                                  ร้อยละสี่สิบ
                    ปีที่สิบและปีต่อ ๆ ไป                                  ร้อยละห้าสิบ


        (2) รถซึ่งใช้ล้ออย่างอื่นนอกจากยางกลวง ให้เก็บภาษีเพิ่มขึ้นจากอัตราที่กำหนดไว้อีกกึ่งหนึ่ง


                           มาตรา 29 ทวิ* ในกรณีที่รถยนต์คันใดไม่ใช้เครื่องยนต์ลูกสูบที่จะคำนวณ ความจุของกระบอกสูบได้ หรือในกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงขนาดของกระบอกสูบหรือเครื่องยนต์ให้เทียบเป็นความจุของกระบอกสูบ หรือคำนวณความจุตามเกณฑ์ที่กำหนดในกฎกระทรวง
        *[มาตรา 29 ทวิ เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2524]


                            มาตรา 29 ตรี* ในการกำหนดความจุของกระบอกสูบของรถยนต์ เพื่อชำระภาษีประจำปีให้นายทะเบียนประกาศความจุของกระบอกสูบของรถยนต์แต่ละแบบไว้ด้วยความเห็นชอบของกระทรวงอุตสาหกรรม
        ในกรณีที่ประกาศตามวรรคหนึ่งไม่ครอบคลุมถึงแบบของรถยนต์คันใดให้นายทะเบียนเก็บภาษีประจำปีโดยถือความจุของกระบอกสูบ ตามหนังสือคู่มือประจำรถยนต์ของรถยนต์คันนั้น   ทั้งนี้ ตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมรับรอง และให้นายทะเบียนดำเนินการประกาศความจุของกระบอกสูบของรถยนต์คันดังกล่าวต่อไป
        ประกาศตามวรรคหนึ่งและวรรคสองให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา
        *[มาตรา 29 ตรี เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2524]


                            มาตรา 30   ให้รถที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องจดทะเบียนตามมาตรา 8 และรถที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมตามมาตรา 9 ได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีประจำปีด้วย

                            มาตรา 31   ในกรณีที่เห็นเป็นการสมควร ให้รัฐมนตรีมีอำนาจลดภาษีประจำปีสำหรับรถในเขตท้องที่ใดหรือในกรณีใดลงจากอัตราที่กำหนดไว้ในมาตรา 29 ได้
        การลดตามวรรคหนึ่ง ให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา


                               มาตรา 32   เจ้าของรถมีหน้าที่เสียภาษีประจำปี
        ภาษีประจำปีให้เสียล่วงหน้าคราวละหนึ่งปี   ถ้ามิได้เสียภาษีภายในเวลาที่กำหนดให้เจ้าของรถนั้นชำระเงินเพิ่มอีกร้อยละยี่สิบของจำนวนภาษีที่ค้างชำระ
        รถใดที่เสียภาษีประจำปีสำหรับปีใด   แม้ในปีนั้นจะไม่ได้ใช้ เจ้าของรถก็ไม่มีสิทธิ
ได้รับคืนภาษี ถ้าเปลี่ยนเจ้าของรถในปีใด เจ้าของใหม่ไม่ต้องเสียภาษีประจำปีสำหรับรถนั้นในปีนั้นอีก
                             

                              มาตรา 33   ในกรณีที่มีการจดทะเบียนเปลี่ยนประเภทรถหรือเปลี่ยนการใช้รถผิดไปจากที่จดทะเบียนไว้ในระหว่างปี ถ้าเป็นเหตุให้เสียภาษีลดลง เจ้าของรถไม่มีสิทธิได้รับคืนค่าภาษีส่วนที่เสียเกิน แต่ถ้าต้องเสียภาษีเพิ่มขึ้น เจ้าของรถต้องเสียภาษีเฉพาะส่วนที่เพิ่มขึ้นให้ครบถ้วนถูกต้องเมื่อจะต้องขอจดทะเบียน


                              มาตรา 34   รถใดที่จดทะเบียนแล้ว แม้จะไม่ได้ใช้ก็ต้องเสียภาษีประจำปีตาม
มาตรา 29 หรือมาตรา 31 แล้วแต่กรณี และมาตรา 32 เว้นแต่เจ้าของรถจะแจ้งการไม่ใช้ต่อนายทะเบียนก่อนถึงกำหนดเสียภาษีประจำปีครั้งต่อไป   ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง


                              มาตรา 35   ผู้ใดมีหน้าที่เสียภาษีประจำปีแล้วไม่เสียภาษีประจำปีภายในเวลาที่กำหนด นายทะเบียนอาจแจ้งเป็นหนังสือให้ผู้นั้นนำเงินไปชำระภาษีประจำปีให้ถูกต้องครบถ้วนณ ที่ทำการของนายทะเบียนภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ได้รับแจ้ง
        ในกรณีที่ผู้นั้นไม่ปฏิบัติตามคำสั่งในวรรคหนึ่ง   ให้นายทะเบียนมีอำนาจยึดรถนั้นไว้ได้


                               มาตรา 36* นายทะเบียนมีอำนาจออกประกาศหรือสั่งเป็นหนังสือให้เจ้าของรถนำรถไปตรวจ ณ ที่ทำการของนายทะเบียน หรือสถานตรวจสภาพที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบก
        *[มาตรา 36 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2530]


                                 มาตรา 37* นายทะเบียนและผู้ตรวจการซึ่งอธิบดีมอบหมายมีอำนาจเข้าตรวจใน
ที่มีเหตุอันควรสงสัยว่ามีรถค้างชำระภาษีประจำปีและยึดรถนั้นไว้เพื่อตรวจสอบได้
          การเข้าตรวจตามวรรคหนึ่ง   ให้กระทำระหว่างพระอาทิตย์ขึ้นถึงพระอาทิตย์ตก
        *[มาตรา 37 วรรคหนึ่ง แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 10)
พ.ศ. 2542]


                                มาตรา 38* ในกรณีที่ผู้ตรวจการซึ่งอธิบดีมอบหมายเป็นผู้ตรวจและยึดตามมาตรา 37 ให้นำส่งนายทะเบียนโดยมิชักช้า   และให้นำมาตรา 35 มาใช้บังคับโดยอนุโลม
        *[มาตรา 38 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 10) พ.ศ. 2542]


                               มาตรา 39   รถที่ยึดมาตามมาตรา 35 วรรคสอง หรือมาตรา 37 ให้นายทะเบียนเก็บรักษาไว้สิบห้าวัน   ถ้าเจ้าของรถไม่นำเงินภาษีค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการยึดรถไปชำระให้ถูกต้องครบถ้วนภายในกำหนดเวลาดังกล่าวให้จัดการขายทอดตลาดรถนั้น
        *ในการขายทอดตลาด ห้ามมิให้นายทะเบียนหรือผู้ตรวจการเข้าสู้ราคา
        ถ้าขายทอดตลาดได้เงินเกินค่าภาษี   ค่าธรรมเนียม   และค่าใช้จ่ายในการยึดและขายรถ ให้คืนเงินที่เหลือแก่เจ้าของรถ
        *[มาตรา 39 วรรคสอง แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 10)พ.ศ. 2542]


                                  มาตรา 40   ผู้ใดแจ้งความนำจับรถที่เจ้าของรถมิได้ชำระภาษีประจำปีภายในเวลาที่กำหนด เมื่อคดีถึงที่สุดแล้ว ให้ผู้นั้นได้รับรางวัลนำจับ ในอัตราร้อยละหกสิบของจำนวนเงินเพิ่มของภาษีที่ต้องชำระ


                                 มาตรา 41* เงินภาษีประจำปีรวมทั้งเงินเพิ่มและค่าธรรมเนียมตามพระราชบัญญัตินี้   เว้นแต่ค่าธรรมเนียมแผ่นป้ายทะเบียนรถ   ที่จัดเก็บได้ในกรุงเทพมหานครให้ตกเป็นรายได้ของกรุงเทพมหานคร ส่วนในจังหวัดอื่นให้ตกเป็นรายได้ขององค์การบริหารส่วนจังหวัดเทศบาล สุขาภิบาลในจังหวัดนั้นเมืองพัทยา และราชการส่วนท้องถิ่นที่เรียกชื่ออย่างอื่น โดยให้กระทรวงมหาดไทยจัดสรรตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง
        *[มาตรา 41 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2527]

 
                                                                                          หมวด 3
                                                                                      ใบอนุญาตขับรถ
           


                             มาตรา 42   ผู้ขับรถต้องได้รับใบอนุญาตขับรถและต้องมีใบอนุญาตขับรถและสำเนาภาพถ่ายใบคู่มือจดทะเบียนรถในขณะขับหรือควบคุมผู้ฝึกหัดขับรถเพื่อแสดงต่อเจ้าพนักงานได้ทันที   เว้นแต่ผู้ฝึกหัดขับรถยนต์ตามมาตรา 57
        *ในกรณีที่ผู้ขับรถเป็นคนต่างด้าวซึ่งได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง ผู้ขับรถซึ่งเป็นคนต่างด้าวนั้นจะใช้ใบอนุญาตขับรถตามมาตรา 42 ทวิ ขับรถในราชอาณาจักรก็ได้ และในกรณีนี้จะต้องมีใบอนุญาตขับรถดังกล่าวพร้อมด้วยเอกสารตามที่ระบุไว้ในอนุสัญญาและหรือความตกลงที่มีอยู่ระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลของประเทศนั้น ๆ เพื่อแสดงต่อเจ้าพนักงานได้ทันที
        *[มาตรา 42 วรรคสอง เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 8) พ.ศ. 2530]


                               มาตรา 42 ทวิ* ในกรณีที่มีความตกลงระหว่างรัฐบาลไทยและรัฐบาลต่างประเทศว่าด้วยการยอมรับใบอนุญาตขับรถภายในประเทศซึ่งกันและกัน คนต่างด้าวซึ่งได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง และมีใบอนุญาตขับรถที่ออกโดยพนักงานเจ้าหน้าที่หรือสมาคมยานยนต์ที่ได้รับอนุญาตจากรัฐบาลของประเทศที่มีความตกลงดังกล่าวกับรัฐบาลไทย อาจใช้ใบอนุญาตขับรถของประเทศนั้นขับรถในราชอาณาจักรได้ตามประเภทและชนิดของรถที่ระบุไว้ในใบอนุญาตขับรถนั้น แต่ต้องปฏิบัติตามอนุสัญญาและหรือความตกลงที่มีอยู่ระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลของประเทศนั้น ๆ และตามบทบัญญัติทั้งหลายในส่วนที่เกี่ยวกับหน้าที่ของผู้ขับรถตามพระราชบัญญัตินี้
        *[มาตรา 42 ทวิ เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 8) พ.ศ. 2530]


                              มาตรา 43* ใบอนุญาตขับรถมี 10 ชนิด คือ
        (1) ใบอนุญาตขับรถยนต์ส่วนบุคคล รถยนตร์สามล้อส่วนบุคคล หรือรถจักรยานยนต์ชั่วคราว
        (2) ใบอนุญาตขับรถยนต์ส่วนบุคคล
        (3) ใบอนุญาตขับรถยนต์สามล้อส่วนบุคคล
        (4) ใบอนุญาตขับรถยนต์สาธารณะ
        (5) ใบอนุญาตขับรถยนต์สามล้อสาธารณะ
        (6) ใบอนุญาตขับรถจักรยานยนต์
        (7) ใบอนุญาตขับรถบดถนน
        (8) ใบอนุญาตขับรถแทรกเตอร์
        (9) ใบอนุญาตขับรถชนิดอื่นนอกจาก (1) ถึง (8)
        (10) ใบอนุญาตขับรถระหว่างประเทศสำหรับรถยนต์ส่วนบุคคลหรือรถจักรยานยนต์
        ใบอนุญาตขับรถตาม (1) ใช้สำหรับขับรถยนต์บริการให้เช่าเฉพาะในกรณีที่ผู้ขับเป็นผู้เช่าได้ด้วย ใบอนุญาตขับรถตาม (2) ใช้สำหรับขับรถยนต์บริการให้เช่าได้ด้วย ใบอนุญาตขับรถตาม (4) ใช้สำหรับขับรถยนต์บริการและใช้แทนใบอนุญาตขับรถตาม (2) ได้ด้วย และ ใบอนุญาตขับรถตาม (5) ใช้แทนใบอนุญาตขับรถตาม (3) ได้   นอกนั้นใช้แทนกันไม่ได้
        *[มาตรา 43 วรรคหนึ่ง แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 8)
พ.ศ. 2530]


                        มาตรา 43 ทวิ* ใบอนุญาตเป็นผู้ขับรถในประเภทการขนส่งประจำทาง การขนส่งไม่ประจำทาง หรือการขนส่งโดยรถขนาดเล็กตามกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบก ให้ใช้แทนใบอนุญาตขับรถยนต์ส่วนบุคคลตามมาตรา 43 (2) และใบอนุญาตขับรถยนต์สาธารณะตามมาตรา 43 (4) ได้
        ใบอนุญาตเป็นผู้ขับรถในประเภทการขนส่งส่วนบุคคล ตามกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบก ให้ใช้แทนใบอนุญาตขับรถยนต์ส่วนบุคคลตามมาตรา 43 (2) ได้
        *[มาตรา 43 ทวิ เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2537]


                        มาตรา 44   ใบอนุญาตขับรถตามมาตรา 43 (1) (2) (3) (4) (5) (6) และ (9) มีอายุหนึ่งปี และใบอนุญาตขับรถตามมาตรา 43 (7) และ (8) มีอายุสามปีนับแต่วันออก และอาจต่ออายุได้อีกคราวละหนึ่งปีหรือสามปี แล้วแต่กรณี ใบอนุญาตขับรถตามมาตรา 43 (2) (3) และ (6) ที่เสียค่าธรรมเนียมในอัตราตลอดชีพมีอายุตลอดชีพของผู้ได้รับใบอนุญาต
        การขอต่ออายุใบอนุญาตและการอนุญาตวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์วิธีการและเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง

                         มาตรา 45   ผู้ใดประสงค์จะขอใบอนุญาตขับรถ   ต้องเป็นผู้มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามพระราชบัญญัตินี้   และยื่นคำขอต่อนายทะเบียนแห่งท้องที่ที่ตนมีภูมิลำเนาหรือมีถิ่นที่อยู่
        การขอใบอนุญาตขับรถและการออกใบอนุญาตขับรถ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์วิธีการและเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง


                        มาตรา 46 ผู้ขอใบอนุญาตขับรถตามมาตรา 43 (1) ต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังต่อไปนี้
        *(1) มีอายุไม่ต่ำกว่าสิบแปดปีบริบูรณ์ แต่ถ้าเป็นผู้ขอใบอนุญาตขับรถจักรยานยนตร์ชั่วคราว สำหรับรถจักรยานยนต์ความจุของกระบอกสูบขนาดไม่เกินเก้าสิบลูกบาศก์เซนติเมตร ต้องมีอายุไม่ต่ำกว่าสิบห้าปีบริบูรณ์
        (2) มีความรู้และความสามารถในการขับรถ
        (3) มีความรู้ในข้อบังคับการเดินรถตามพระราชบัญญัตินี้และตามกฎหมายว่าด้วยการจราจรทางบก
        (4) ไม่เป็นผู้มีร่างกายพิการจนเป็นที่เห็นได้ว่าไม่สามารถขับรถได้
        (5) ไม่มีโรคประจำตัวที่ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมเห็นว่าอาจเป็นอันตรายขณะขับรถ
        (6) ไม่เป็นบุคคลวิกลจริตหรือจิตฟั่นเฟือน
        (7) ไม่มีใบอนุญาตขับรถชนิดเดียวกันอยู่แล้ว
        (8) ไม่เป็นผู้อยู่ในระหว่างถูกยึดหรือเพิกถอนใบอนุญาตขับรถ
        *[มาตรา 46 (1) แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2528]


                       มาตรา 47   ผู้ขอใบอนุญาตขับรถตามมาตรา 43 (2) (3) (4) (5) หรือ (6) ต้อง
        (1) ได้รับใบอนุญาตขับรถตามมาตรา 43 (1) มาแล้วไม่น้อยกว่าหนึ่งปี
        (2) มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 46 และ
        (3) ไม่เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษหรือถูกเจ้าพนักงานเปรียบเทียบปรับตั้งแต่สองครั้งขึ้นไปสำหรับความผิดเกี่ยวกับการขับรถอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้   เว้นแต่จะพ้นโทษครั้งสุดท้ายไม่น้อยกว่าหกเดือนแล้ว
                  (ก) ฝ่าฝืนสัญญาณจราจรหรือเครื่องหมายจราจร
                  (ข) ในขณะเมาสุราหรือของเมาอย่างอื่น
                  (ค) ในลักษณะกีดขวางการจราจร
                  (ง) ใช้ความเร็วเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด
                  (จ) โดยประมาทหรือน่าหวาดเสียวอันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สิน
                  (ฉ) โดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยหรือความเดือดร้อนของผู้อื่น

                        มาตรา 48   ผู้ขอใบอนุญาตขับรถตามมาตรา 43 (2) (3) หรือ (6) ตลอดชีพ ต้อง
        (1) ได้รับใบอนุญาตขับรถตามมาตรา 43 (2) (3) หรือ (6) แล้วแต่กรณี มาแล้วไม่น้อยกว่าหนึ่งปี
        (2) มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 46 เว้นแต่ต้องมีอายุไม่ต่ำกว่ายี่สิบปีบริบูรณ์ และ
        (3) ไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 47 (3)


                         มาตรา 49   ผู้ขอใบอนุญาตขับรถตามมาตรา 43 (4) หรือ (5) ต้อง
        (1) ได้รับใบอนุญาตขับรถตามมาตรา 43 (1) มาแล้วไม่น้อยกว่าหนึ่งปี
        (2) มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 46 เว้นแต่ต้องมีอายุไม่ต่ำกว่ายี่สิบห้าปีบริบูรณ์
        (3) ไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 47 (3)
        (4) มีสัญชาติไทย
        (5) รู้จักถนนและทางหลวงในจังหวัดที่ขอรับใบอนุญาตขับรถพอสมควร
        (6) ไม่เป็นผู้มีโรคติดต่อที่น่ารังเกียจตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
        (7) ไม่เป็นผู้ติดสุรายาเมาหรือยาเสพติดให้โทษ
        (8) ไม่เคยเป็นผู้ได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกในความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ หรือความผิดเกี่ยวกับความสงบสุขของประชาชนความผิดเกี่ยวกับการก่อให้เกิดภยันตรายต่อประชาชน ความผิดเกี่ยวกับเงินตรา ความผิดเกี่ยวกับเพศ ความผิดต่อชีวิต ความผิดต่อร่างกาย ความผิดต่อเสรีภาพ ความผิดฐานลักทรัพย์และวิ่งราวทรัพย์ ความผิดฐานกรรโชก รีดเอาทรัพย์ ชิงทรัพย์และปล้นทรัพย์ ความผิดฐานยักยอก ความผิดฐานรับของโจร และความผิดฐาน
ทำให้เสียทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา หรือโดยคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายให้จำคุก เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ หรือพ้นโทษมาแล้วไม่น้อยกว่าสามปี

 
 
                          มาตรา 50   ในกรณีที่ผู้ขอรับใบอนุญาตขับรถตามมาตรา 43 (4) หรือ (5) เป็น
         ผู้ขาดคุณสมบัติตามมาตรา 49 (8) แต่พ้นโทษจำคุกมาแล้วไม่น้อยกว่า
        (1) หกเดือนสำหรับโทษจำคุกตามคำพิพากษาไม่เกินสามเดือน
        (2) หนึ่งปีสำหรับโทษจำคุกตามคำพิพากษาไม่เกินสามเดือนแต่คดีนั้นเกี่ยวด้วยการใช้รถกระทำความผิด หรือ
        (3) หนึ่งปีหกเดือนสำหรับโทษจำคุกตามคำพิพากษาเกินสามเดือน แต่ไม่เกินสามปี
        และได้ยื่นคำร้องต่อนายทะเบียนโดยชี้แจงถึงเหตุผลที่ตนต้องโทษพร้อมกับแสดงหลักฐานว่า ตนเป็นบุคคลที่มีความประพฤติเรียบร้อยควรไว้วางใจให้ขับรถยนต์สาธารณะได้   ให้นายทะเบียนดำเนินการสอบสวนคำร้องดังกล่าวถ้าเห็นด้วยกับคำร้อง มิให้นำบทบัญญัติมาตรา 49(8) มาใช้บังคับ แต่ถ้าไม่เห็นด้วย ให้สั่งยกคำร้องและแจ้งให้ผู้ขอทราบ
        ผู้ขอมีสิทธิอุทธรณ์เป็นหนังสือต่ออธิบดีภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับคำสั่งจากนายทะเบียน
        คำสั่งของอธิบดีให้เป็นที่สุด


                         มาตรา 51   ผู้ขอใบอนุญาตขับรถตามมาตรา 43 (7) (8) หรือ (9) ต้อง
        (1) มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 46   และ
        (2) มีความรู้ความสามารถในการขับรถประเภทนั้น ๆ เป็นอย่างดี
             มาตรา 51 ทวิ* ผู้มีใบอนุญาตขับรถตามมาตรา 43 (2) (4) (5) และ (6) มีสิทธิขอรับใบอนุญาตขับรถตามมาตรา 43 (10)
        *[มาตรา 51 ทวิ เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 8) พ.ศ. 2530]

                         มาตรา 52   ให้นายทะเบียนแต่งตั้งผู้ซึ่งมีคุณสมบัติตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
ตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้ขอรับใบอนุญาตตามมาตรา 46 มาตรา 47มาตรา 48   มาตรา 49   และมาตรา 51


                          มาตรา 53   ผู้ใดได้รับใบอนุญาตขับรถประเภทใดแล้ว   หากปรากฏในภายหลังว่าเป็นผู้ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามที่กำหนดไว้สำหรับผู้ขอรับใบอนุญาตขับรถประเภทนั้น ให้นายทะเบียนสั่งเพิกถอนใบอนุญาตขับรถนั้น

 

                          มาตรา 54   ผู้ใดได้รับใบอนุญาตขับรถแล้ว หากปรากฏว่า
        (1) ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดว่าได้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้หรือกฎกระทรวงที่ออกตามพระราชบัญญัตินี้
        (2) ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายของเจ้าพนักงานจราจร หรือพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยการจราจรทางบก
        (3) ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดว่าได้กระทำความผิดฐานขับรถหรือกระทำการใด ๆอันน่าจะเป็นภัยต่อประชาชน   หรือ
        (4) มีผู้กล่าวโทษว่าทำลายความสงบสุขของประชาชนในถนนหรือทางหลวงโดยขู่เข็ญ ดูหมิ่น รังแก หรือรบกวนคนขับรถด้วยกันหรือผู้โดยสาร
        นายทะเบียนมีอำนาจเรียกใบอนุญาตขับรถมายึดไว้ได้   แต่ห้ามมิให้ยึดเกินหนึ่งปี
        *ในกรณีที่ผู้รับใบอนุญาตขับรถตามมาตรา 43 (4) หรือ (5) เป็นผู้ต้องหาในคดีอาญาประเภทที่ระบุไว้ในมาตรา 49 (8) ให้นายทะเบียนหรือผู้ตรวจการซึ่งอธิบดีมอบหมายยึดใบอนุญาตขับรถตามมาตรา 43 (4) หรือ (5) ตั้งแต่วันยื่นฟ้องต่อศาลจนถึงเวลาที่มีคำพิพากษาถึงที่สุด และในระหว่างเวลาดังกล่าวห้ามมิให้นายทะเบียนต่ออายุใบอนุญาตขับรถดังกล่าว
        ในการยึดใบอนุญาตขับรถ ให้ผู้ยึดบันทึกการยึดไว้ในใบอนุญาตขับรถด้วย
        *[มาตรา 54 วรรคสาม แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 10) พ.ศ. 2542]


                             มาตรา 55   ในกรณีที่ใบอนุญาตขับรถสูญหายหรือชำรุดในสาระสำคัญให้ผู้รับ
ใบอนุญาตขับรถยื่นคำขอรับใบแทนใบอนุญาตขับรถต่อนายทะเบียนภายในสิบห้าวันนับแต่วันทราบเหตุนั้น   และในกรณีที่ได้ใบอนุญาตขับรถที่สูญหายคืนให้ส่งใบแทนใบอนุญาตขับรถนั้นแก่นายทะเบียนภายในสิบห้าวันนับแต่วันได้คืน
        การขอใบแทนใบอนุญาตขับรถ และการออกใบแทนใบอนุญาตขับรถตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามระเบียบที่อธิบดีกำหนด

                            มาตรา 56   ภายใต้บังคับมาตรา 43   และมาตรา 57 ห้ามมิให้เจ้าของรถหรือคนขับรถยินยอมให้ผู้ซึ่งไม่มีใบอนุญาตขับรถ หรือมีใบอนุญาตขับรถประเภทอื่นที่ใช้แทนกันไม่ได้เข้าขับรถของตนหรือรถที่ตนเป็นคนขับ

                            มาตรา 57   ผู้ใดฝึกหัดขับรถยนต์ ต้องมีผู้ซึ่งได้รับใบอนุญาตขับรถยนต์มาแล้วไม่น้อยกว่าสามปีควบคุมอยู่ด้วย
        ในการฝึกหัดขับรถ ห้ามมิให้ผู้ใดนอกจากผู้ฝึกหัดและผู้ควบคุมอยู่ในรถถ้ามีการเสียหายเกิดขึ้น ผู้ควบคุมต้องรับผิดทางแพ่ง   เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าผู้ฝึกหัดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคำสอนในเวลาที่ขับอยู่นั้น


                             มาตรา 57 ทวิ* ให้ผู้ตรวจการมีอำนาจสั่งให้ผู้ขับรถหยุดรถเพื่อทำการตรวจสอบการปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้ กับมีอำนาจสั่งให้บุคคลใดปฏิบัติการเท่าที่จำเป็นเพื่อประโยชน์แก่การตรวจสอบนั้นได้ และเมื่อพบว่าผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้จะว่ากล่าวตักเตือนหรือสั่งเป็นหนังสือให้ผู้นั้นไปรายงานตนต่อนายทะเบียนภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่มีคำสั่งเพื่อดำเนินการเปรียบเทียบปรับก็ได้ เว้นแต่เป็นกรณีที่ความผิดดังกล่าวมีโทษจำคุก ให้ผู้ตรวจการนำตัวผู้นั้นส่งพนักงานสอบสวนผู้มีอำนาจเพื่อดำเนินคดีต่อไป
        ในการออกคำสั่งให้ไปรายงานตนต่อนายทะเบียนตามวรรคหนึ่ง ผู้ตรวจการจะเรียกเก็บใบอนุญาตขับรถของผู้นั้นไว้เป็นการชั่วคราวก็ได้ แต่ต้องรีบนำใบอนุญาตขับรถที่เรียกเก็บไปส่งมอบแก่นายทะเบียนภายในแปดชั่วโมงนับแต่เวลาที่ออกคำสั่งและให้ถือว่าคำสั่งนั้นเป็นใบอนุญาตขับรถชั่วคราวภายในกำหนดเวลาที่ให้ไปรายงานตนดังกล่าว
        คำสั่งให้ไปรายงานตนต่อนายทะเบียนตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามแบบที่อธิบดีกำหนด
        *[มาตรา 57 ทวิ เพิ่มความโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 10) พ.ศ. 2542]


                                มาตรา 57 ตรี* ในการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ให้ผู้ตรวจการแสดงบัตร
ประจำตัวต่อผู้ซึ่งเกี่ยวข้อง
          บัตรประจำตัวผู้ตรวจการให้เป็นไปตามแบบที่รัฐมนตรีกำหนด
        *[มาตรา 57 ตรี เพิ่มความโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 10) พ.ศ. 2542]

 



                                                                                                หมวด 4
                                                                                             บทกำหนดโทษ
 


                           มาตรา 58   ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฎกระทรวงออกตามมาตรา 5 (2) (3) (5)
(6) (7) (8) (9) (10) (11) (14) (15) หรือ (16) ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท


                           มาตรา 59* ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 6 วรรคหนึ่ง   ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท
        *[มาตรา 59 แก้ไขโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2527]


                           มาตรา 60* ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา 6 วรรคสอง และวรรคสามมาตรา 11 มาตรา 12 วรรคหนึ่ง มาตรา 13 วรรคหนึ่ง มาตรา 14 มาตรา 16 วรรคหนึ่ง มาตรา 17วรรคหนึ่งและวรรคสอง มาตรา 18 วรรคหนึ่ง มาตรา 20 วรรคหนึ่ง มาตรา 21 มาตรา 22วรรคหนึ่ง มาตรา 27 วรรคหนึ่ง มาตรา 56 หรือมาตรา 57   ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองพันบาท
        *[มาตรา 60 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2527]


                          มาตรา 61   ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา 15 มาตรา 28 หรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของนายทะเบียนตามมาตรา 36 ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท


                           มาตรา 62   ผู้ใดรับจ้างบรรทุกคนโดยสารโดยใช้รถยนต์รับจ้างบรรทุกคนโดยสารไม่เกินเจ็ดคน หรือรถยนต์รับจ้างระหว่างจังหวัดในท้องที่ที่รัฐมนตรีประกาศตามมาตรา 23 วรรคหนึ่ง โดยไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียน หรือไม่ได้รับยกเว้นตามมาตรา 23วรรคสอง หรือวรรคสาม ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท


                          มาตรา 63   ผู้ใดรับจ้างบรรทุกคนโดยสารโดยใช้รถยนต์รับจ้างบรรทุกคนโดยสารไม่เกินเจ็ดคนหรือรถยนต์รับจ้างระหว่างจังหวัดในท้องที่ที่รัฐมนตรีประกาศตามมาตรา 23วรรคหนึ่ง เมื่อใบอนุญาตสิ้นอายุหรือใบอนุญาตถูกเพิกถอน ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองพันบาท

 

                          มาตรา 64   ผู้ใดขับรถโดยไม่ได้รับใบอนุญาตขับรถ   ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน
หนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ


                            มาตรา 65   ผู้ใดขับรถเมื่อใบอนุญาตขับรถสิ้นอายุหรือระหว่างถูกเพิกถอนใบอนุญาตขับรถหรือถูกยึดใบอนุญาตขับรถ   ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองพันบาท


                           มาตรา 66   ผู้ใดขับรถโดยไม่แสดงใบอนุญาตขับรถ และสำเนาภาพถ่ายใบคู่มือจดทะเบียนรถตามมาตรา 42   ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท


                            มาตรา 66 ทวิ* ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของผู้ตรวจการซึ่งสั่งตามมาตรา 57 ทวิ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท
        *[มาตรา 66 ทวิ เพิ่มความโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 10) พ.ศ. 2542]


                           มาตรา 67   ผู้ใด
        (1) ให้ผู้อื่นใช้ใบอนุญาต   หรือเครื่องหมายที่นายทะเบียนออกให้แก่ตน
        (2) ใช้เครื่องหมายที่นายทะเบียนออกให้สำหรับรถคันหนึ่งกับรถอีกคันหนึ่ง
        (3) ใช้เครื่องหมายที่นายทะเบียนออกให้แก่ผู้อื่น
        (4) เปลี่ยนแปลงโดยวิธีใด ๆ หรือปิดบังทั้งหมดหรือแต่บางส่วนซึ่งเครื่องหมายที่นายทะเบียนออกให้ประจำรถ หรือ
        (5) ใช้รถที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมตามมาตรา 9 หรือยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีประจำปีตามมาตรา 30 หรือลดภาษีประจำปีตามมาตรา 31 ผิดไปจากวัตถุประสงค์ที่ได้รับยกเว้นหรือลด
        ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท 

                                               

                                                                                             บทเฉพาะกาล 
     

                             มาตรา 67 ทวิ* บรรดาความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ที่มีโทษปรับสถานเดียวให้อธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายมีอำนาจเปรียบเทียบปรับผู้ต้องหาได้เมื่อผู้ต้องหาได้ชำระค่าปรับตามจำนวนที่อธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายเปรียบเทียบภายในสามสิบวันแล้ว ให้ถือว่าคดีเลิกกันตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
        ถ้าผู้ต้องหาไม่ยินยอมตามที่เปรียบเทียบหรือเมื่อยินยอมแล้วไม่ชำระค่าปรับภายในกำหนดเวลาดังกล่าวให้ดำเนินคดีเพื่อฟ้องร้องต่อไป
        *[มาตรา 67 ทวิ เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2530]


                               มาตรา 68   เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีประจำปี ในกรณีที่เป็นรถที่จดทะเบียนแล้ว การเสียภาษีประจำปีในปีแรกภายหลังวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้นายทะเบียนเปลี่ยนแปลงกำหนดระยะเวลาการเสียภาษีใหม่ โดยเฉลี่ยจำนวนรถที่จะต้องเสียภาษีออกไปเป็นรายเดือนตามระยะเวลาและจำนวนที่นายทะเบียนเห็นสมควร   และประกาศ ณ ที่ทำการของนายทะเบียนให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่าหนึ่งเดือน   ทั้งนี้ ให้นายทะเบียนดำเนินการภายในสองปีนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
        การคิดภาษีเป็นรายเดือนตามวรรคหนึ่ง ให้คิดเฉลี่ยจากอัตราภาษีประจำปีสำหรับรถชนิดนั้น


                               มาตรา 69   สำหรับรถและเครื่องอุปกรณ์ของรถอันมิชอบด้วยพระราชบัญญัตินี้ที่มีอยู่แล้วในวันที่ประกาศพระราชบัญญัตินี้ในราชกิจจานุเบกษา หรือที่จะนำเข้ามาในราชอาณาจักรภายในหกเดือนนับแต่วันที่ประกาศพระราชบัญญัตินี้ในราชกิจจานุเบกษา ให้รัฐมนตรีมีอำนาจผ่อนผันได้ตามควรแก่กรณี   และถ้าจะอนุญาตให้ใช้ต่อไป ให้มีกำหนดเวลาไม่เกินสามปี นับแต่วันที่ประกาศพระราชบัญญัตินี้ในราชกิจจานุเบกษา


                              มาตรา 70   บรรดากฎกระทรวง คำสั่ง หรือประกาศที่ออกตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พุทธศักราช 2473 ให้ยังคงใช้บังคับได้ต่อไปเพียงเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับพระราชบัญญัตินี้จนกว่าจะมีกฎกระทรวง คำสั่ง หรือประกาศตามพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ


                                มาตรา 71   ในท้องที่ใดที่ได้มีการประกาศให้การประกอบการรับจ้างบรรทุกคนโดยสารโดยใช้รถยนต์บรรทุกคนโดยสารไม่เกินเจ็ดคนต้องดำเนินการโดยบริษัทมหาชนจำกัดบริษัทจำกัดหรือสหกรณ์ และต้องได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนตามพระราชบัญญัติรถยนต์พุทธศักราช 2473   รวมทั้งที่ได้มีการขยายระยะเวลาตามประกาศดังกล่าว ให้ถือว่าประกาศนั้นเป็น
           ประกาศของรัฐมนตรีตามมาตรา 23 และให้ผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบการในท้องที่ดังกล่าว
อยู่แล้วในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ เป็นผู้ได้รับใบอนุญาตตามมาตรา 23 และต้องดำเนินการ
โดยบริษัทมหาชนจำกัด บริษัทจำกัดหรือสหกรณ์ต่อไป
                               

                                  มาตรา 72   บรรดาใบอนุญาตและใบอนุญาตขับรถยนต์ที่ออกตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พุทธศักราช 2473   ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับให้ยังคงมีผลใช้บังคับต่อไปจนกว่าจะสิ้นอายุใบอนุญาตหรือใบอนุญาตขับรถยนต์นั้น


                                                                              ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
                                                                                            ส.โหตระกิตย์
                                                                                       รองนายกรัฐมนตรี



 

                                                                                   อัตราค่าธรรมเนียม

(1) คำขอ ฉบับละ
5 บาท

(2) ใบคู่มือจดทะเบียนรถ ฉบับละ 100 บาท

(3) แผ่นป้ายทะเบียนรถ แผ่นละ 100 บาท

(4) การขอค้นทะเบียนรถหรือขอแก้ไขเพิ่มเติม รายการในทะเบียนรถและใบคู่มือจดทะเบียนรถ (ก) รถจักรยานยนต์ ครั้งละ 10 บาท (ข) รถอื่นนอกจาก (ก) ครั้งละ 50 บาท

(5) การโอนทะเบียนรถ ครั้งละ 100 บาท

(6) การย้ายรถ (ก) รถยนต์ ครั้งละ 50 บาท (ข) รถอื่นนอกจาก (ก) ครั้งละ 20 บาท

(7) การตรวจสภาพรถ (ก) รถจักรยานยนต์ คันละ 10 บาท (ข) รถอื่นนอกจาก (ก) คันละ 50 บาท

(8) ใบอนุญาตตามมาตรา 23 ฉบับละ 1,000 บาท

(9) ใบอนุญาตตามมาตรา 27 ฉบับละ 1,000 บาท

(10) เครื่องหมายพิเศษตามมาตรา 27 อันละ 100 บาท

(11) สมุดคู่มือประจำรถตามมาตรา 27 เล่มละ 100 บาท

(12) ใบอนุญาตรถยนต์ตามอนุสัญญาว่าด้วยการจราจร ทางถนน ทำ ณ นครเจนีวา ค.ศ. 1949 ซึ่งประเทศไทย ได้ภาคยานุวัติเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2505 ฉบับละ 1,000 บาท

(13) ใบอนุญาตขับรถยนต์ตามอนุสัญญาว่าด้วย การจราจรทางถนน ทำ ณ นครเจนีวา ค.ศ. 1949 ซึ่งประเทศไทยได้ภาคยานุวัติ เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2505 ฉบับละ 500 บาท

(14) ใบอนุญาตขับรถยนต์ส่วนบุคคลชั่วคราว ฉบับละ 100 บาท

(15) ใบอนุญาตขับรถยนต์ส่วนบุคคลหนึ่งปี ฉบับละ 100 บาท

(16) ใบอนุญาตขับรถยนต์ส่วนบุคคลตลอดชีพ ฉบับละ 1,000 บาท

(17) ใบอนุญาตขับรถยนต์สาธารณะหนึ่งปี ฉบับละ 100 บาท

(18) ใบอนุญาตขับรถยนต์สามล้อส่วนบุคคล ชั่วคราว ฉบับละ 50 บาท

(19) ใบอนุญาตขับรถยนต์สามล้อส่วนบุคคล หนึ่งปี ฉบับละ 50 บาท

(20) ใบอนุญาตขับรถยนต์สามล้อส่วนบุคคล ตลอดชีพ ฉบับละ 750 บาท

(21) ใบอนุญาตขับรถยนต์สามล้อสาธารณะ หนึ่งปี ฉบับละ 50 บาท

(22) ใบอนุญาตขับรถจักรยานยนต์ชั่วคราว ฉบับละ 50 บาท

(23) ใบอนุญาตขับรถจักรยานยนต์หนึ่งปี ฉบับละ 50 บาท

(24) ใบอนุญาตขับรถจักรยานยนต์ตลอดชีพ ฉบับละ 500 บาท

(25) ใบอนุญาตขับรถบดถนนสามปี ฉบับละ 150 บาท

(26) ใบอนุญาตขับรถแทรกเตอร์สามปี ฉบับละ 150 บาท

(27) ใบอนุญาตขับรถยนต์นอกจาก (14) ถึง

(26) ฉบับละ 50 บาท

(28) การแก้ไขรายการในใบอนุญาตขับรถ ครั้งละ 50 บาท

(29) หนังสืออนุญาตตามมาตรา 17 วรรคสอง หรือมาตรา 18 ฉบับละ 50 บาท

(30) ใบแทนใบคู่มือจดทะเบียนรถ ฉบับละ 50 บาท

(31) ใบแทนใบอนุญาต ครึ่งหนึ่งของค่าธรรมเนียม ใบอนุญาต แต่ไม่เกิน ฉบับละ 100 บาท

(32) ใบแทนเครื่องหมายการเสียภาษีประจำปี ฉบับละ 20 บาท

(33) ใบแทนหนังสืออนุญาต ฉบับละ 25 บาท

(34) ค่าธรรมเนียมอื่น ครั้งละ 20 บาท

(35) การรับรองสำเนาเอกสาร แผ่นละ 20 บาท
 

                                                                                     อัตราภาษีประจำปี 


*(1) รถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกินเจ็ดคนให้เก็บภาษีตามความจุของกระบอกสูบรวมกัน ของเครื่องยนต์ของรถยนต์แต่ละคัน ในอัตราดังต่อไปนี้

            (ก) 600 ลูกบาศก์เซนติเมตรแรกลูกบาศก์เซนติเมตรละ 0.50 บาท

             (ข) ส่วนที่เกิน 600 ลูกบาศก์เซนติเมตร แต่ไม่เกิน 1,800 ลูกบาศก์เซนติเมตร ลูกบาศก์เซนติเมตรละ 1.50 บาท

            (ค) ส่วนที่เกิน 1,800 ลูกบาศก์เซนติเมตรลูกบาศก์เซนติเมตรละ 4.00 บาท รถยนต์ตาม

                   (1) ที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของ และมิได้ให้บุคคลธรรมดาเช่าซื้อ ในการประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการให้เช่าซื้อของนิติบุคคลนั้น ให้เก็บภาษีในอัตราสองเท่า *[อัตราภาษีประจำปี (1) แก้ไขโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2524]

                    (2) รถยนต์นั่งส่วนบุคคลเกินเจ็ดคน ให้เก็บภาษีตามน้ำหนักในอัตราดังต่อไปนี้

                                 (ก) น้ำหนักไม่เกิน 500 กิโลกรัม คันละ 150 บาท

                                 (ข) น้ำหนักตั้งแต่ 501-750 กิโลกรัม คันละ 300 บาท

                                 (ค) น้ำหนักตั้งแต่ 751-1,000 กิโลกรัม คันละ 450 บาท

                                 (ง) น้ำหนักตั้งแต่ 1,001-1,250 กิโลกรัม คันละ 800 บาท

                                 (จ) น้ำหนักตั้งแต่ 1,251-1,500 กิโลกรัม คันละ 1,000 บาท

                                 (ฉ) น้ำหนักตั้งแต่ 1,501-1,750 กิโลกรัม คันละ 1,300 บาท

                                 (ช) น้ำหนักตั้งแต่ 1,751-2,000 กิโลกรัม คันละ 1,600 บาท

                                 (ซ) น้ำหนักตั้งแต่ 2,001-2,500 กิโลกรัม คันละ 1,100% บาท

                                 (ฌ) น้ำหนักตั้งแต่ 2,501-3,000 กิโลกรัม คันละ 2,200 บาท

                                 (ญ) น้ำหนักตั้งแต่ 3,001-3,500 กิโลกรัม คันละ 2,400 บาท

                                 (ฎ) น้ำหนักตั้งแต่ 3,501-4,000 กิโลกรัม คันละ 2,600 บาท

                                 (ฏ) น้ำหนักตั้งแต่ 4,001-4,500 กิโลกรัม คันละ 2,800 บาท

                                 (ฐ) น้ำหนักตั้งแต่ 4,501-5,000 กิโลกรัม คันละ 3,000 บาท

                                 (ฑ) น้ำหนักตั้งแต่ 5,001-6,000 กิโลกรัม คันละ 3,200 บาท

                                 (ฒ) น้ำหนักตั้งแต่ 6,001-7,000 กิโลกรัม คันละ 3,400 บาท

                                 (ณ) น้ำหนักตั้งแต่ 7,001 กิโลกรัมขึ้นไป คันละ 3,600 บาท
 

                       (3) รถจักรยานยนต์ คันละ 100 บาท

                       (4) รถพ่วงของรถจักรยานยนต์ คันละ 50 บาท

                       (5) รถพ่วงนอกจาก  คันละ 100 บาท

                       (6) รถบดถนน คันละ 200 บาท

                        (7) รถแทรกเตอร์ที่ใช้ในการเกษตร คันละ 50 บาท

                        (8) รถยนต์รับจ้างระหว่างจังหวัด รถยนต์บริการ ให้เก็บภาษีตามน้ำหนักในอัตรา ดังต่อไปนี้

                                  (ก) น้ำหนักไม่เกิน 500 กิโลกรัม คันละ 450 บาท

                                  (ข) น้ำหนักตั้งแต่ 501-750 กิโลกรัม คันละ 750 บาท

                                   (ค) น้ำหนักตั้งแต่ 751-1,000 กิโลกรัม คันละ 1,050 บาท

                                   (ง) น้ำหนักตั้งแต่ 1,001-1,250 กิโลกรัม คันละ 1,350 บาท

                                   (จ) น้ำหนักตั้งแต่ 1,251-1,500 กิโลกรัม คันละ 1,650 บาท

                                    (ฉ) น้ำหนักตั้งแต่ 1,501-1,750 กิโลกรัม คันละ 2,100 บาท

                                    (ช) น้ำหนักตั้งแต่ 1,751-2,000 กิโลกรัม คันละ 2,550 บาท

                                    (ซ) น้ำหนักตั้งแต่ 2,001-2,500 กิโลกรัม คันละ 3,000 บาท

                                    (ฌ) น้ำหนักตั้งแต่ 2,501-3,000 กิโลกรัม คันละ 3,450 บาท

                                    (ญ) น้ำหนักตั้งแต่ 3,001-3,500 กิโลกรัม คันละ 3,100% บาท

                                    (ฎ) น้ำหนักตั้งแต่ 3,501-4,000 กิโลกรัม คันละ 4,350 บาท

                                    (ฏ) น้ำหนักตั้งแต่ 4,001-4,500 กิโลกรัม คันละ 4,800 บาท

                                    (ฐ) น้ำหนักตั้งแต่ 4,501-5,000 กิโลกรัม คันละ 5,250 บาท

                                    (ฑ) น้ำหนักตั้งแต่ 5,001-6,000 กิโลกรัม คันละ 5,700 บาท

                                    (ฒ) น้ำหนักตั้งแต่ 6,001-7,000 กิโลกรัม คันละ 6,150 บาท

                                    (ณ) น้ำหนักตั้งแต่ 7,001 กิโลกรัม ขึ้นไป คันละ 6,600 บาท

                          (9) รถยนต์รับจ้าง ให้เก็บภาษีตามน้ำหนักในอัตราดังต่อไปนี้

                                     (ก) น้ำหนักไม่เกิน 500 กิโลกรัม คันละ 185 บาท

                                      (ข) น้ำหนักตั้งแต่ 501-750 กิโลกรัม คันละ 310 บาท

                                      (ค) น้ำหนักตั้งแต่ 751-1,000 กิโลกรัม คันละ 450 บาท

                                      (ง) น้ำหนักตั้งแต่ 1,001-1,250 กิโลกรัม คันละ 100% บาท

                                      (จ) น้ำหนักตั้งแต่ 1,251-1,500 กิโลกรัม คันละ 685 บาท
 
                                      (ฉ) น้ำหนักตั้งแต่ 1,501-1,750 กิโลกรัม คันละ 875 บาท

                                      (ช) น้ำหนักตั้งแต่ 1,751-2,000 กิโลกรัม คันละ 1,060 บาท

                                      (ซ) น้ำหนักตั้งแต่ 2,001-2,500 กิโลกรัม คันละ 1,250 บาท

                                      (ฌ) น้ำหนักตั้งแต่ 2,501-3,000 กิโลกรัม คันละ 1,435 บาท

                                      (ญ) น้ำหนักตั้งแต่ 3,001-3,500 กิโลกรัม คันละ 1,625 บาท

                                      (ฎ) น้ำหนักตั้งแต่ 3,501-4,000 กิโลกรัม คันละ 1,810 บาท

                                      (ฏ) น้ำหนักตั้งแต่ 4,001-4,500 กิโลกรัม คันละ 2,000 บาท

                                      (ฐ) น้ำหนักตั้งแต่ 4,501-5,000 กิโลกรัม คันละ 2,185 บาท

                                      (ฑ) น้ำหนักตั้งแต่ 5,001-6,000 กิโลกรัม คันละ 2,375 บาท

                                      (ฒ) น้ำหนักตั้งแต่ 6,001-7,000 กิโลกรัม คันละ 2,100% บาท

                                      (ณ) น้ำหนักตั้งแต่ 7,001 กิโลกรัม ขึ้นไป คันละ 2,750 บาท

                           (10) รถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลหรือรถยนต์สำหรับลากจูงซึ่งมิได้ใช้ในการประกอบ การขนส่งส่วนบุคคลตามกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบก หรือรถแทรกเตอร์ที่มิได้ใช้ในการ เกษตร ให้เก็บภาษีตามน้ำหนักในอัตราดังต่อไปนี้

                                       (ก) น้ำหนักไม่เกิน 500 กิโลกรัม คันละ 300 บาท

                                       (ข) น้ำหนักตั้งแต่ 501-750 กิโลกรัม คันละ 450 บาท

                                       (ค) น้ำหนักตั้งแต่ 751-1,000 กิโลกรัม คันละ 600 บาท

                                       (ง) น้ำหนักตั้งแต่ 1,001-1,250 กิโลกรัม คันละ 750 บาท

                                       (จ) น้ำหนักตั้งแต่ 1,251-1,500 กิโลกรัม คันละ 100% บาท

                                       (ฉ) น้ำหนักตั้งแต่ 1,501-1,750 กิโลกรัม คันละ 1,050 บาท

                                        (ช) น้ำหนักตั้งแต่ 1,751-2,000 กิโลกรัม คันละ 1,350 บาท

                                        (ซ) น้ำหนักตั้งแต่ 2,001-2,500 กิโลกรัม คันละ 1,650 บาท

                                        (ฌ) น้ำหนักตั้งแต่ 2,501-3,000 กิโลกรัม คันละ 1,950 บาท

                                        (ญ) น้ำหนักตั้งแต่ 3,001-3,500 กิโลกรัม คันละ 2,250 บาท

                                        (ฎ) น้ำหนักตั้งแต่ 3,501-4,000 กิโลกรัม คันละ 2,550 บาท

                                        (ฏ) น้ำหนักตั้งแต่ 4,001-4,500 กิโลกรัม คันละ 2,850 บาท

                                        (ฐ) น้ำหนักตั้งแต่ 4,501-5,000 กิโลกรัม คันละ 3,150 บาท

                                        (ฑ) น้ำหนักตั้งแต่ 5,001-6,000 กิโลกรัม คันละ 3,450 บาท

                                        (ฒ) น้ำหนักตั้งแต่ 6,001-7,000 กิโลกรัม คันละ 3,750 บาท

                                        (ณ) น้ำหนักตั้งแต่ 7,001 กิโลกรัมขึ้นไป คันละ 4,050 บาท
 

          ในการคำนวณน้ำหนัก   ให้รวมน้ำหนักของรถและเครื่องอุปกรณ์ที่ติดกับตัวรถตามปกติแต่ไม่รวมน้ำหนักน้ำมันเชื้อเพลิง   น้ำมันเครื่อง   น้ำและเครื่องมือประจำรถ   ถ้ามีเศษของกิโลกรัมให้ปัดทิ้ง
________________________
หมายเหตุ:- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เนื่องจากกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ได้ประกาศใช้บังคับมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2473   นับเป็นเวลาเกือบห้าสิบปีแล้ว และในระหว่างระยะเวลาดังกล่าวมีการแก้ไขเพิ่มเติมมาแล้วประมาณยี่สิบครั้ง อย่างไรก็ดียังมีบทบัญญัติอีกหลายมาตราที่ใช้อยู่ไม่เหมาะสมกับกาลสมัยและสภาพการณ์ของบ้านเมือง   สมควรปรับปรุงเสียใหม่ให้เหมาะสมและรัดกุมยิ่งขึ้น   จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้

 

                                                          พระราชบัญญัติรถยนต์ (ฉบับที่ 8) พ.ศ. 2530
หมายเหตุ:- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่ประเทศไทยได้ทำความตกลงกับประเทศในสมาคมประชาชาติแห่งเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ว่าด้วยการยอมรับใบอนุญาตขับรถภายในประเทศซึ่งกันและกัน และโดยที่ประเทศไทยอาจทำความตกลงในทำนองเดียวกันกับประเทศอื่น ๆ ด้วย ซึ่งความตกลงดังกล่าวจะมีผลให้ผู้มีใบอนุญาตขับรถที่ออกโดยพนักงานเจ้าหน้าที่หรือสมาคมยานยนต์ที่ได้รับอนุญาตจากรัฐบาลของประเทศในสมาคมประชาชาติ
แห่งเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ หรือจากรัฐบาลของประเทศที่ประเทศไทยมีความตกลงด้วย สามารถใช้ใบอนุญาตขับรถนั้นขับรถในประเทศไทยได้ ทั้งนี้ เพื่อดำเนินการให้เป็นไปตามพันธกรณีที่ประเทศไทยมีอยู่กับต่างประเทศตามความตกลงดังกล่าว นอกจากนี้ เห็นสมควรกำหนดให้ใบอนุญาตขับรถระหว่างประเทศสำหรับรถยนต์ส่วนบุคคลและรถจักรยานยนต์ ที่ออกตามอนุสัญญาว่าด้วยการจราจรทางถนน ทำ ณ นครเจนีวา ค.ศ. 1949 ซึ่งประเทศไทยได้ภาคยานุวัติ
เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2505 เป็นใบอนุญาตขับรถชนิดหนึ่งตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้

               [รก.2530/270/49พ./28 ธันวาคม 2530]

                                                       พระราชบัญญัติรถยนต์ (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2537
หมายเหตุ:- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เนื่องจากผู้ได้รับใบอนุญาตเป็นผู้ขับรถที่จดทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบก ไม่อาจใช้ใบอนุญาตนั้นขับรถที่จดทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ได้ ทั้ง ๆ ที่โดยข้อเท็จจริงแล้ว ผู้ซึ่งมีความสามารถขับรถขนาดใหญ่ย่อมสามารถขับรถที่มีขนาดเล็กกว่าได้ สมควรกำหนดให้ผู้ได้รับใบอนุญาตเป็นผู้ขับรถตามกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบก ขับรถที่จดทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วย
รถยนต์ในบางประเภทได้   จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้
        [รก.2537/64ก./18/31 ธันวาคม 2537]

                         

                                                      พระราชบัญญัติรถยนต์ (ฉบับที่ 10) พ.ศ. 2542

หมายเหตุ:- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่กฎหมายว่าด้วยรถยนต์ในปัจจุบันได้กำหนดบทนิยามคำว่า "รถยนต์ส่วนบุคคล" ไว้ไม่ชัดเจนและไม่สอดคล้องกับหลักการเกี่ยวกับการใช้บังคับกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบก นอกจากนั้น ยังมิได้กำหนดให้มีผู้ตรวจเพื่อทำหน้าที่เป็นผู้ตรวจสอบการปฏิบัติเกี่ยวกับรถยนต์ให้เป็นไปตามกฎหมายโดยเฉพาะดังนั้น เพื่อให้บทนิยามคำว่า "รถยนต์ส่วนบุคคล" ตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์มีความหมายชัดเจนโดยไม่มีความหมายครอบคลุมถึงรถยนต์นั่งส่วนบุคคลเกินเจ็ดคนแต่ไม่เกินสิบสองคนและรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลที่มีน้ำหนักรถไม่เกินหนึ่งพันหกร้อยกิโลกรัมซึ่งใช้ประกอบการขนส่งเพื่อสินจ้างที่อยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบก และเพื่อให้การตรวจสอบการปฏิบัติเกี่ยวกับรถยนต์เป็นไปตามกฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับแนวทางการตรวจสอบการขนส่งตามกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบก สมควรแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522 ในส่วนที่เกี่ยวกับเรื่อง


        [รก.2542/20ก/18/25 มีนาคม 2542]

 

 

Powered by MakeWebEasy.com