55 จำนวนผู้เข้าชม |
เรียกค่าเสียหายในคดีอาญา ทำอย่างไร?
เมื่อเกิดคดีอาญาขึ้น ไม่ว่าจะเป็นคดีทำร้ายร่างกาย คดีฉ้อโกง คดียักยอก คดีหมิ่นประมาท คดีทำให้เสียทรัพย์ หรือคดีอาญาอื่นที่ทำให้ผู้เสียหายได้รับความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย จิตใจ ชื่อเสียง เสรีภาพ หรือทรัพย์สิน คำถามสำคัญที่มักเกิดขึ้นเสมอคือ ผู้เสียหายจะเรียกค่าเสียหายในคดีอาญาได้อย่างไร
หลายคนเข้าใจว่า หากเป็นคดีอาญาแล้วต้องรอให้ศาลลงโทษจำเลยก่อน จึงค่อยไปฟ้องแพ่งแยกต่างหาก ซึ่งในความเป็นจริงกฎหมายเปิดช่องให้ผู้เสียหายใช้สิทธิเรียกค่าเสียหายในคดีอาญาได้หลายรูปแบบ และหากวางแนวทางคดีถูกต้องตั้งแต่ต้น ก็อาจช่วยประหยัดทั้งเวลา ค่าใช้จ่าย และลดความซ้ำซ้อนในการดำเนินคดีได้มาก
หลักใหญ่ที่ควรเข้าใจมีอยู่ 2 กรณี คือ
กรณีที่ 1 ผู้เสียหายเป็นผู้ฟ้องคดีเอง ผู้เสียหายสามารถเรียกค่าเสียหายเข้ามาในคดีอาญาได้เลยพร้อมกัน
กรณีที่ 2 พนักงานอัยการเป็นโจทก์ ผู้เสียหายสามารถยื่นคำร้องขอค่าสินไหมทดแทนตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 ต่อศาลที่พิจารณาคดีอาญานั้นได้ โดยจะยื่นขอเข้าเป็น โจทก์ร่วมกับอัยการด้วยหรือไม่ก็ได้
บทความนี้ ทนายนิธิพล จะอธิบายให้ละเอียดว่า การเรียกค่าเสียหายในคดีอาญามีหลักอย่างไร แต่ละกรณีต่างกันอย่างไร ต้องยื่นเมื่อใด ต้องใช้เอกสารอะไรบ้าง และการมีทนายความ หรือ ที่ปรึกษากฎหมาย ช่วยวางแผนคดีตั้งแต่ต้นมีประโยชน์อย่างไร เพื่อให้ผู้เสียหายใช้สิทธิได้อย่างครบถ้วนและไม่เสียโอกาสทางคดี
ความหมายของการเรียกค่าเสียหายในคดีอาญา
คำว่า เรียกค่าเสียหายในคดีอาญา หรือเรียกค่าสินไหมทดแทนในคดีอาญา หมายถึง การที่ผู้เสียหายใช้สิทธิตามกฎหมายขอให้ศาลบังคับให้จำเลยชดใช้ความเสียหายที่เกิดจากการกระทำความผิดอาญา เช่น
ค่ารักษาพยาบาล
ค่าซ่อมทรัพย์
ค่าเสียหายต่อทรัพย์สิน
ค่าขาดรายได้
ค่าขาดอุปการะ
ค่าปลงศพ
ค่าเสียหายต่อชื่อเสียงหรือเสรีภาพ
ค่าเสียหายทางจิตใจในกรณีที่กฎหมายรองรับ
ตามหลักกฎหมาย ผู้เสียหายไม่ได้มีสิทธิแค่ให้จำเลย “รับโทษ” ทางอาญาเท่านั้น แต่ยังมีสิทธิให้จำเลย “ชดใช้” ความเสียหายทางแพ่งที่เกิดจากการกระทำความผิดเดียวกันด้วย และกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาได้วางกลไกให้สามารถนำเรื่องค่าสินไหมทดแทนเข้ามาพิจารณาไปพร้อมคดีอาญาได้ในหลายกรณี เพื่อให้คดีจบได้ในคราวเดียวและลดภาระของผู้เสียหาย
กรณีที่ 1 ผู้เสียหายฟ้องคดีเอง เรียกค่าเสียหายได้เลย กรณีแรกที่สำคัญมาก คือ ผู้เสียหายเป็นผู้ฟ้องคดีอาญาเอง ในกรณีนี้ ผู้เสียหายไม่ได้รอให้อัยการเป็นผู้ฟ้อง แต่ใช้สิทธิฟ้องคดีต่อศาลด้วยตนเอง โดยอาจดำเนินการผ่าน ทนาย หรือ ทนายความ ที่มีประสบการณ์ในคดีอาญาและคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา หลักสำคัญคือ เมื่อผู้เสียหายเป็นผู้ฟ้องคดีเองแล้ว ผู้เสียหายสามารถ ใส่คำขอเรียกค่าเสียหายเข้ามาในคำฟ้องได้เลย ไม่ต้องใช้วิธีการตามมาตรา 44/1 เพราะมาตรา 44/1 ใช้เฉพาะกรณีที่ พนักงานอัยการเป็นโจทก์ เท่านั้น
กรณีที่ 2 พนักงานอัยการเป็นโจทก์ ผู้เสียหายยื่นคำร้องตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 44/1 ได้ อีกกรณีที่พบได้บ่อยมาก คือ หลังจากมีการแจ้งความและมีการสอบสวนแล้ว พนักงานสอบสวนส่งสำนวนให้อัยการ และ พนักงานอัยการเป็นผู้ฟ้องคดีอาญาต่อศาล เมื่อเข้าสู่สถานะนี้ ผู้เสียหายยังมีสิทธิเรียกค่าเสียหายในคดีอาญาได้ โดยใช้วิธี ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 ต่อศาลที่กำลังพิจารณาคดีอาญานั้นอยู่ได้
สาระสำคัญของมาตรา 44/1 คือ ในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ หากผู้เสียหายมีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนจากการที่ได้รับอันตรายแก่ชีวิต ร่างกาย จิตใจ เสรีภาพ ชื่อเสียง หรือทรัพย์สิน อันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลย ผู้เสียหายมีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลคดีอาญาเพื่อขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนได้
จุดเด่นของมาตรา 44/1 มีเจตนารมณ์สำคัญเพื่อช่วยให้ผู้เสียหายไม่ต้องไปฟ้องคดีแพ่งแยกอีกคดีหนึ่งโดยไม่จำเป็น ทำให้เรื่องอาญาและเรื่องค่าเสียหายสามารถพิจารณาไปพร้อมกันได้ สะดวกและรวดเร็วขึ้น และโดยหลักไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมศาลสำหรับคำร้องลักษณะนี้
ผู้เสียหายสามารถเลือกได้ 2 แบบ คือ ยื่นคำร้องขอค่าสินไหมทดแทนตามมาตรา 44/1 อย่างเดียว หรือยื่นคำร้องตามมาตรา 44/1 และยื่นขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการด้วย
กล่าวอีกอย่างคือ การขอค่าสินไหมทดแทนตามมาตรา 44/1 ไม่บังคับ ว่าจะต้องเป็นโจทก์ร่วมกับอัยการทุกคดี ผู้เสียหายจะขอเป็นโจทก์ร่วมด้วยหรือไม่ก็ได้ แต่ถ้าขอเป็นโจทก์ร่วมด้วย ผู้เสียหายจะมีบทบาทในคดีอาญามากขึ้น เช่น สิทธิในการช่วยดำเนินคดี เสนอพยาน ใช้สิทธิอุทธรณ์ฎีกาคำพิพากษา หรือใช้สิทธิในส่วนอาญาได้กว้างขึ้นกว่าการเป็นเพียงผู้ร้องขอค่าสินไหมทดแทนอย่างเดียว
สรุปง่าย ๆ อยากได้เงินชดใช้ แต่ไม่ต้องการเข้ามามีบทบาทมากในคดีอาญา อาจยื่นเฉพาะคำร้องตามมาตรา 44/1 ก็ได้ อยากช่วยผลักดันคดีอาญาอย่างใกล้ชิด อาจยื่นขอเป็นโจทก์ร่วมด้วยตามมาตรา 30 และยื่น 44/1 ไปพร้อมกัน ประเด็นนี้มีความสำคัญมากในทางปฏิบัติ เพราะผู้เสียหายหลายคนเข้าใจผิดว่า หากอัยการเป็นโจทก์แล้วตนจะทำอะไรไม่ได้อีก ซึ่งไม่ถูกต้อง ผู้เสียหายยังมีสิทธิทางคดีอีกมาก เพียงแต่ต้องใช้สิทธิให้ถูกวิธีและทันเวลา
ถ้าไม่ขอเป็นโจทก์ร่วม จะเสียสิทธิอะไรหรือไม่
หากผู้เสียหาย ยื่นเฉพาะคำร้องตามมาตรา 44/1 โดยไม่ขอเข้าเป็นโจทก์ร่วม ผู้เสียหายยังคงมีสิทธิขอให้ศาลพิพากษาเรื่องค่าสินไหมทดแทนในส่วนแพ่งได้ แต่สิทธิในส่วนของการขับเคลื่อนคดีอาญาจะไม่กว้างเท่าผู้ที่ได้รับอนุญาตให้เป็นโจทก์ร่วม เพราะสถานะทางคดีต่างกัน โดยแนวอธิบายทางกฎหมายชี้ว่า หากยื่น 44/1 อย่างเดียว ผู้เสียหายมีฐานะหลักใน “คดีส่วนแพ่ง” ขณะที่หากเข้าเป็นโจทก์ร่วมด้วย จะมีสิทธิในคดีอาญาเพิ่มขึ้นอีกส่วนหนึ่ง
ดังนั้น คำถามว่า “ควรขอเป็นโจทก์ร่วมด้วยหรือไม่” จึงไม่มีคำตอบเดียวตายตัว ต้องดูข้อเท็จจริงของแต่ละคดี เช่น
พยานหลักฐานของอัยการครบหรือยัง
ผู้เสียหายมีพยานสำคัญเพิ่มเติมหรือไม่
คดีมีความซับซ้อนหรือมีประเด็นต่อสู้สูงหรือไม่
ผู้เสียหายต้องการเพียงค่าเสียหาย หรืออยากติดตามคดีอาญาอย่างเต็มที่ด้วย
ตรงนี้เองที่การปรึกษา ทนายความ หรือ สำนักงานทนายความ ที่มีประสบการณ์จริง จะช่วยให้ตัดสินใจได้แม่นยำกว่าการเลือกทางเดินคดีด้วยตนเอง
ยื่นคำร้องตามมาตรา 44/1 ได้เมื่อใด
เรื่องเวลาเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะแม้ผู้เสียหายจะมีสิทธิ แต่ถ้ายื่นช้าเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ก็อาจเสียสิทธินั้นได้ หลักตามแนวอธิบายกฎหมายและเอกสารทางวิชาการของหน่วยงานรัฐระบุว่า ผู้เสียหายต้องยื่นคำร้องตามมาตรา 44/1 ก่อนเริ่มสืบพยาน และในกรณีที่ ไม่มีการสืบพยาน เช่น จำเลยรับสารภาพ ผู้เสียหายต้องยื่นคำร้อง ก่อนศาลวินิจฉัยชี้ขาดคดี
ความเสียหายแบบไหนที่เรียกได้บ้าง
การเรียกค่าเสียหายในคดีอาญาจะเรียกได้เท่าที่เป็นผลจากการกระทำความผิดของจำเลย และต้องพิสูจน์ได้ตามสมควร ตัวอย่างเช่น
1) ความเสียหายต่อร่างกาย
เช่น ค่ารักษาพยาบาล ค่าเดินทางไปรักษา ค่าเวชภัณฑ์ ค่าขาดรายได้ระหว่างพักรักษาตัว
2) ความเสียหายต่อทรัพย์สิน
เช่น ค่าซ่อมรถ ค่าซ่อมบ้าน ค่าทรัพย์สินที่ถูกทำลาย มูลค่าทรัพย์ที่สูญหาย
3) ความเสียหายต่อชื่อเสียงหรือเสรีภาพ
เช่น กรณีหมิ่นประมาท หรือกรณีที่มีการกระทบต่อเสรีภาพในร่างกายและทำให้เกิดผลเสียตามมาที่พิสูจน์ได้
4) กรณีถึงแก่ความตาย
เช่น ค่าปลงศพ ค่าขาดอุปการะ หรือค่าเสียหายที่ทายาทหรือผู้มีสิทธิตามกฎหมายเรียกร้องได้
ทั้งนี้ จำนวนเงินที่ศาลจะกำหนดให้ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับที่ผู้เสียหาย “อยากเรียกเท่าไร” เพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง พยานหลักฐาน และหลักกฎหมายที่ใช้บังคับกับความเสียหายแต่ละประเภทด้วย
#สำคัญ ต้องมีทนายหรือไม่
กฎหมายเปิดช่องให้ผู้เสียหายใช้สิทธิได้ แต่ในทางปฏิบัติการมี ทนาย หรือ สำนักงานกฎหมาย ช่วยจัดทำคำร้อง รายการความเสียหายและหลักฐาน จะช่วยให้คดีมีความชัดเจนและลดความผิดพลาดทางเทคนิคได้มาก และทำไมควรปรึกษาทนายความก่อนยื่นเรียกค่าเสียหายในคดีอาญา แม้สิทธิเรียกค่าเสียหายในคดีอาญาจะเป็นสิทธิของผู้เสียหายโดยตรง แต่ปัญหาที่พบในทางปฏิบัติคือ ผู้เสียหายจำนวนมากไม่รู้ว่า คดีของตนควรฟ้องเองหรือรออัยการ ควรยื่น 44/1 หรือขอเป็นโจทก์ร่วมด้วย ควรเรียกค่าเสียหายรายการใดบ้าง ต้องเตรียมหลักฐานอย่างไร ต้องยื่นก่อนวันไหน ถ้าเรียกไม่ครบตั้งแต่ต้นจะกระทบสิทธิหรือไม่
การมีทนายความ หรือ ที่ปรึกษากฎหมาย ที่เชี่ยวชาญ จะช่วยวิเคราะห์รูปคดีได้ตั้งแต่ชั้นสอบสวน จัดลำดับพยานหลักฐานให้สัมพันธ์กับจำนวนเงินที่เรียก และช่วยให้การดำเนินคดีมีทิศทางที่ชัดเจนกว่าเดิม โดยเฉพาะคดีที่มีมูลค่าความเสียหายสูงหรือมีข้อกฎหมายซับซ้อน โดยทนายนิธิพลรับทำคำร้องขอเรียกค่าเสียหาย และรับทำคดีทั้งหมดในกรณีฟ้องเอง โดยติดต่อสอบถามได้ทางช่องทางด้านล่างได้เลยครับ
สรุป: เรียกค่าเสียหายในคดีอาญา มี 2 ทางหลักที่ต้องรู้ คือหนึ่ง หากผู้เสียหายเป็นผู้ฟ้องคดีอาญาเอง ก็สามารถ เรียกค่าเสียหายเข้ามาในคำฟ้องได้เลย และสอง หากเป็นคดีที่ พนักงานอัยการเป็นโจทก์ ผู้เสียหายสามารถ ยื่นคำร้องตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 44/1 ต่อศาลเพื่อขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนได้ และในกรณีนี้ จะขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับอัยการด้วยหรือไม่ก็ได้ ขึ้นอยู่กับเป้าหมายและยุทธศาสตร์ของคดี
สิ่งสำคัญที่สุดคือ อย่าปล่อยให้สิทธิหลุดเพราะยื่นช้า เพราะคำร้องตามมาตรา 44/1 ต้องยื่นก่อนเริ่มสืบพยาน หรือหากไม่มีการสืบพยานก็ต้องยื่นก่อนศาลวินิจฉัยชี้ขาดคดี หากคุณกำลังมีปัญหาเรื่อง เรียกค่าเสียหายในคดีอาญา ไม่ว่าจะเป็นคดีทำร้ายร่างกาย คดีฉ้อโกง คดีหมิ่นประมาท คดีทำให้เสียทรัพย์ หรือคดีอาญาอื่น การปรึกษา ทนายนิธิพล ซึ่งเป็น ทนายความ ที่ปรึกษากฎหมาย สำนักงานกฎหมาย และสำนักงานทนายความ ที่ดูแลคดีอย่างเป็นระบบ จะช่วยให้คุณเลือกแนวทางที่เหมาะสมและใช้สิทธิได้ครบถ้วนมากขึ้น
ปรึกษาสำนักงานทนายนิธิพล ปรึกษาฟรีในเบื้องต้นไม่มีค่าใช้จ่าย
โทร: 095-453-4145 (ปรึกษาฟรี 5 นาที ในเบื้องต้น)
ทนายนิธิพล เคลียร์ทุกปัญหา คลิ๊ก